About me

รูปภาพของฉัน
การเป็นอาจารย์ ครู หรือติวเตอร์ อาจจะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่วัตถุประสงค์หลักไม่ต่างกัน คือ เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ โดยการสอน เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่นักเรียนของตน ให้สามารถนำความรู้นั้นไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างสมดุลย์ ดังนั้น be Able by ครูโป่ง จึงได้สร้าง blog นี้ขึ้นมา เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ให้แก่ผู้ที่สนใจในอีกช่องทางหนึ่ง โดยจะมีติวเตอร์ของเรานำประสบการณ์ที่ได้พบเจอมาถ่ายทอด เล่าสู่กันฟังค่ะ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรียนพิเศษ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรียนพิเศษ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การปรับลดจำนวนครั้งการสอบ GAT / PAT เหลือปีละ 2 ครั้ง

สำหรับคนที่ติดตามข่าวสารทางด้านการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น
นักเรียนชั้นม.ปลาย และ ผู้ปกครองนักเรียน
ตอนนี้ ทาง สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
ได้ปรับลดการจัดการทดสอบ  GAT / PAT ลง
จากเดิมที่มีการจัดสอบ  3  ครั้งต่อปี เหลือ 2 ครั้งต่อปี คือ
เดือนมีนาคม และเดือนตุลาคม โดยเริ่มปรับในปี 2554 นี้
โดยมีรายละเอียดดังนี้ค่ะ




" ตามที่ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ในการดำเนินการจัดการทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (PAT) เพื่อนำคะแนนไปเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาด้วยระบบกลาง โดยได้กำหนดจัดการทดสอบจำนวน ๓ ครั้งต่อปี คือ เดือนมีนาคม เดือนกรกฎาคม และเดือนตุลาคม นั้น

จากการประชุมสามัญที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์..๒๕๕๔ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้มีมติเห็นชอบให้ปรับลดจำนวนครั้งการสอบ GAT/PAT จากที่เคยจัดสอบ ๓ ครั้งต่อปี ให้เหลือเพียงปีการศึกษาละ ๒ ครั้ง โดยตัดการสอบในเดือนกรกฎาคมออกไป (รายละเอียดตามหนังสือที่ ทปอ. ๕๔/๑๔๖ ลงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔)





ดังนั้น ตามมติการประชุมดังกล่าว ในปีการศึกษา ๒๕๕๕ สทศ. จะไม่มีจัดการทดสอบGAT/PAT ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๔ โดยจะเหลือการสอบเพียงเดือนตุลาคม ๒๕๕๔ (เป็นการทดสอบครั้งที่ ๑ ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๕) และเดือนมีนาคม ๒๕๕๕ (เป็นการทดสอบครั้งที่ ๒ ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๕) เท่านั้น สำหรับคุณสมบัติของนักเรียนที่จะสอบ GAT/PAT จะต้องเป็นผู้ที่กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ หรือสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า โดย สทศ. จะประกาศกำหนดการรับสมัครสอบ และวันสอบให้ทราบต่อไป "
ที่มา http://www.niets.or.th/


เมื่อทราบดังนี้แล้ว น้องๆ ม.ปลาย ก็ต้องปรับการเตรียมตัว
เตรียมความพร้อมในการสอบกันใหม่
เพราะโอกาสในการสอบลดลงไป 1 ครั้ง - -"
วางแผนการอ่านดีๆ ใจเย็นๆ ไม่ยากเกินความสามารถหรอกค่ะ
Fighto Fighto!!!


ติวเตอร์โป่ง

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เทคนิคการสอนแบบติวเตอร์#4

จากเทคนิคการสอนแบบติวเตอร์#3 ได้กล่าวถึงความหมายของ การสอนแบบเดี่ยว และการสอนแบบกลุ่ม
ครั้งนี้ติวเตอร์โป่งจะกล่าวถึงเทคนิคการสอนของทั้งสองแบบนะคะ


การสอนแบบเดี่ยว หรือ การสอนแบบตัวต่อตัว : เป็นการสอนตามความต้องการของผู้เรียนเป็นหลัก และผู้เรียนมุ่งหวังผลการเรียนที่มีประสิทธิภาพสูง


ดังนั้น การเตรียมตัวของติวเตอร์ในการสอนแบบตัวต่อตัว คือ การพูดคุยกับผู้เรียนให้ชัดเจน ในหัวข้อต่อไปนี้


1. วัตถุประสงค์ในการเรียน เช่น ต้องการเรียนเพื่อเพิ่มเกรด ต้องการสอบเข้า เป็นต้น
2. เนื้อหาที่ต้องการเรียน รวมทั้งเอกสารการเรียนต่างๆ เช่น เรียนตามหนังสือเรียนที่ผู้เรียนใช้ ใช้หนังสือนอกบทเรียน เป็นต้น
3. ต้องการให้เน้นจุดใดพิเศษหรือไม่ เช่น ผู้เรียนบางคนต้องการฝึกทำแบบฝึกหัด ฝึกตีโจทย์คณิตศาสตร์ เป็นต้น
4. ระยะเวลาทั้งหมดในการเรียน เพื่อที่ติวเตอร์จะสามารถวางแผนการสอนได้ลงตัว


การสอนแบบตัวต่อตัว ผู้เรียนสามารถสอบถามสิ่งที่ไม่เข้าใจได้ตลอดเวลา แต่ก็มีหลายครั้งที่ผู้เรียนไม่เข้าใจแต่ไม่ถามออกมา ดังนั้นติวตอร์หรือครูสอนพิเศษเอง ก็ต้องสังเกตุพฤติกรรมของผู้เรียนด้วย ว่าเข้าใจบทเรียนที่กำลังเรียนอยู่หรือไม่ ตามทันหรือไม่ และคอยกระตุ้นอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อให้ผู้เรียนติดตามเนื้อหาได้ทันไปพร้อมๆกับติวเตอร์


บรรยากาศในการสอนก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากเป็นการสอนแบบตัวต่อตัว ติวเตอร์ต้องพยายามสร้างบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติของทั้งสองฝ่าย ซึ่งหมายถึง บรรยากาศที่เป็นปกติและลงตัวกับคนทั้งสอง ซึ่งเป็นไปได้ทั้ง แบบจริงจัง แบบสนุกสนาน แบบผู้ใหญ่กับเด็ก แบบเรื่อยๆ แบบชิวๆ ฯลฯ แล้วแต่สไตล์ของติวเตอร์และผู้เรียนแต่ละคู่ที่แตกต่างกันไป


ดังนั้น สิ่งที่ติวเตอร์ควรเตรียมตัวในประเด็นนี้ คือ การใช้เวลาในครั้งแรกที่ได้พบผู้เรียน เพื่อทำความรู้จักตัวตนซึ่งกันและกัน 


สำหรับการสอนแบบกลุ่มย่อย ก็จะคล้ายๆกับการเรียนแบบเดี่ยว จะต่างกันตรงจำนวนผู้เรียนที่มีมากกว่า 1 คน ทำให้ติวเตอร์หรือครูสอนพิเศษจะต้องกระจายความสนใจผู้เรียนให้ทั่วถึงทุกคนในกลุ่ม การสอนที่มีเนื้อหาความยากง่ายเหมาะสมกับกลุ่มที่สุด โดยติวเตอร์อาจจะต้องใช้เวลาทำความรู้จักผู้เรียนในกลุ่มมากกว่าการสอนแบบตัวต่อตัว พยายามสังเกตุสไตล์และระดับความสามารถของผู้เรียนแต่ละคนในกลุ่ม เพื่อประเมินความสามารถเฉลี่ยของกลุ่มและวางแผนการสอนได้เหมาะสม และควรจะสังเกตุให้ได้ว่าผู้เรียนแต่ละคนควรต้องสอนเน้นในจุดใด


ในมุมมองของติวเตอร์โป่ง การสอนแบบกลุ่มย่อย มีเสน่ห์ตรงที่ การเรียนการสอนเกิดขึ้นในกลุ่มคนไม่กี่คน จึงง่ายแก่การเกิดบรรยากาศของการปรึกษาหารือ ถกประเด็นต่างๆ สอบถามและแก้ข้อสงสัยโดยมีการแสดงความคิดเห็นจากคนหลายคน แลกเปลี่ยนความรู้ แชร์ประสบการณ์ ซึ่งเป็นบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่ดีเลยทีเดียวค่ะ


"การเป็นติวเตอร์นั้นไม่ยาก อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาความรู้ของตนเองและผู้เรียนไปพร้อมๆกัน"




ติวเตอร์โป่ง


วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เทคนิคการสอนแบบติวเตอร์ #3

มาถึงตอนที่ 3 แล้วนะคะ
สำหรับ เทคนิคการสอนแบบติวเตอร์

คร้ังนี้ติวเตอร์โป่งจะเล่าถึงความแตกต่างของการสอนเดี่ยว และ การสอนกลุ่ม
ซึ่งติวเตอร์จะต้องเตรียมตัว เตรียมการสอนแตกต่างกันค่ะ

การสอนเดี่ยว ในที่นี้หมายถึง ติวเตอร์ 1 คน ต่อ นักเรียน 1 คน
หรือ สอนแบบตัวต่อตัว หรือ สอนแบบ 1 ต่อ 1
ตามแต่จะเรียกกัน

การสอนกลุ่ม ในที่นี้หมายถึง ติวเตอร์ 1 คน หรือ มากกว่า ต่อ นักเรียน 2 คนขึ้นไป
การสอนกลุ่มยังแบ่งออกได้เป็น การสอนกลุ่มเล็ก (นักเรียน 2-5 คน) 
และ การสอนกลุ่มใหญ่ (นักเรียนมากกว่า 5 คนขึ้นไป)

โดยส่วนใหญ่ การสอนกลุ่มเล็ก มักเป็นการสอนที่เกิดจากการตกลงกันของนักเรียนและติวเตอร์
ตามความสะดวกทั้งเรื่อง บทเรียน เวลา และ สถานที่เรียน

สำหรับ การสอนกลุ่มใหญ่ มักเป็นการสอนโดยสถาบันติว หรือ สถาบันสอนพิเศษ
มักมีการเรียนการสอนที่ทางติวเตอร์ หรือ สถาบันติวกำหนดไว้
เพื่อให้นักเรียนที่สนใจเข้ามาลงทะเบียนเรียน

--ซึ่งการแบ่งข้างต้น ติวเตอร์โป่งกำหนดเอง
ตามประสบการณ์การสอนที่เคยพบมานะคะ--

เมื่อทราบความหมายของการติวแบบเดี่ยวและแบบกลุ่มแล้ว
ครั้งต่อไป
ติวเตอร์โป่ง
จะมาแนะนำเทคนิคและการเตรียมตัวสอนสำหรับการสอนเดี่ยว และ การสอนกลุ่มนะคะ

^^ อย่าลืมเข้ามาติดตามกันนะคะ ^^

ที่มาของภาพประกอบ http://www.planforkids.com/homepage.php?maincat=parentall&id=44
ติวเตอร์โป่ง

สมอง การหายใจ สมาธิ เพื่อประสิทธิภาพการเรียน

ติวเตอร์โป่งเคยได้ยินมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก
ครูมักจะบอกว่า

"ถ้าหนูอยากเรียนหนังสือเก่งๆ
หนูลองฝึกทำสมาธิ วันละ 10-30 นาที ในตอนเช้าก่อนมาโรงเรียนทุกวันนะ"

ในตอนนั้นติวเตอร์โป่งยังไม่เข้าใจว่า
การทำสมาธิ จะช่วยให้เราเรียนหนังสือเก่งได้อย่างไร
แต่ก็ลองทำตามที่ครูแนะนำ
(แต่ทำได้ไม่กี่วันก็เลิกซะแล้ว เพราะมัวแต่ห่วงเล่น - -")

จนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
ติวเตอร์โป่งได้อ่านบทความทางการแพทย์ฉบับหนึ่ง
ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ของสมอง การหายใจ และสมาธิ
ว่ามีความเกี่ยวเนื่องกันตามหลักวิทยาศาสตร์

ในแต่ละวัน เราต้องใช้ความคิด ในเรื่องราวที่เจอในแต่ละวัน
คนในวัยทำงานก็จะคิดเรื่องงาน เรื่องครอบครัว เรื่องอนาคต เป็นส่วนใหญ่
คนในวัยเรียน ก็จะคิดเรื่องเรียน เรื่องอนาคต เป็นส่วนใหญ่ 
บางครั้ง คิดมาก จนปวดศรีษะ
และบางครั้งก็คิดเยอะเกินความจำเป็น

ประเด็นที่ติวเตอร์โป่งสนใจมากๆและนำมาคิดเพื่อที่จะศึกษาต่อๆไป ก็คือ

"มีการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ พบว่า
วัฏจักรการหายใจกับจังหวะการทำงานของซีกสมองมีความสัมพันธ์กัน
วัฏจักรการหายใจสามารถช่วยให้คนเราหาวิธีในการเปลี่ยนการทำงานของซีกสมอง
โดยใช้สมาธิทำความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆ แทนที่การต้องใช้ความคิดอย่างหนัก"

เมื่ออ่านบทความจบแล้ว ทำให้ติวเตอร์โป่งนึกถึง ไตรสิกขา ของศาสนาพุทธ
นั่นคือ

"ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
เป็นกระบวนการปฏิบัติ หรือ กระบวนการพัฒนา ๓ ด้าน คือ
ศีล เป็นหลักการพัฒนาระดับความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคม
สมาธิ เป็นหลักการพัฒนาจิตใจให้มีสมรรถภาพและประสิทธิภาพ
ในการคิดพิจารณาตัดสินใจกระทำหรือไม่กระทำการใด ๆ
ปัญญา เป็นหลักการพัฒนาความรู้ความเข้าใจ รู้จักสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็น
และสามารถแยกแยะวิเคราะห์สืบหาสาเหตุของสิ่งทั้งหลายได้ชัดแจ้ง
ไตรสิกขาจึงเป็นกระบวนการพัฒนาแบบบูรณาการ"
(ที่มา http://www.oknation.net/blog/preeeecha/2010/02/17/entry-12 )

หากเราสามารถ
"ใช้สมองให้เกิดสมาธิทำความเข้าใจเรื่องราว แทนที่การใช้ความคิด"

จะทำให้เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของสมอง
และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการเรียนได้มากขึ้น



ติวเตอร์โป่ง

วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

วันครูแห่งชาติ

วันที่ 16 มกราคม ของทุกปี
ถูกกำหนดให้เป็น วันครูแห่งชาติ
ติวเตอร์โป่งในฐานะที่เป็น ครู คนหนึ่ง
ที่มีหน้าที่อบรม บ่มนิสัย ให้ความรู้ การศึกษา
แก่ลูกศิษย์
เพื่อให้เป็นคนเก่ง คนดี
สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
และสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย

ติวเตอร์โป่งตระหนักถึงความสำคัญของ จรรยาบรรณวิชาชีพครู
ที่ครูทุกคนจะต้องมี และต้องยึดถือจรรยาบรรณในวิชาชีพที่น่าภูมิใจนี้

เพื่อให้ ครู สามารถ ดำรงตนอยู่บนความถูกต้อง ความดี
สร้างคนที่ดี มีคุณภาพ ออกสู่สังคม


วันนี้จึงได้คัดลอกจรรยาบรรณวิชาชีพครู ปี พ.ศ. 2539 จาก คุรุสภา ซึ่งมี 9 ข้อ ดังนี้

  1. ครูต้องอบรม สั่งสอน ฝึกฝน สร้างเสริมความรู้ ทักษะและนิสัยที่ถูกต้องดีงามให้แก่ศิษย์ อย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ
  2. ครูต้องประพฤติ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ
  3. ครูต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์
  4. ครูต้องไม่แสดดงหาประโยชน์อันเป็นอามิสสินจ้างจากศิษย์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และไม่ใช้ศิษย์กระทำการใดๆ อันเป็นการหาประโยชน์ให้แก่ตนโดยมิชอบ
  5. ครูย่อมพัฒนาตนเองทั้งในด้านวิชาชีพ ด้านบุคลิกภาพและวิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิชาการ เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอยู่เสมอ
  6. ครูย่อมรักและศรัทธาในวิชาชีพครู และเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพครู
  7. ครูพึงช่วยเหลือเกื้อกูลครูและชุมชนในทางสร้างสรรค์
  8. ครูพึงประพฤติ ปฏิบัติตน เป็นผู้นำในการอนุรักษ์และพัฒนาภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย
และในฐานะลูกศิษย์
ติวเตอร์โป่งจึงขอถือโอกาสนี้
ขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่าน
ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชา อบรมสั่งสอน
จนติวเตอร์โป่งมีความเจริญก้าวหน้าทั้งด้านวิชาความรู้
คุณธรรมประจำใจ และเป็นคนดีคนหนึ่งของสังคม
ณ วันนี้ ติวเตอร์โป่งทราบแล้วว่าการเป็นครูไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย
การที่จะสร้างคนสักคนหนึ่งให้เป็นคนดี คนเก่งนั้น
ครู ต้องทุ่มเท แรงกาย แรงใจ หรือแม้กระทั้งกำลังทรัพย์ส่วนตัว
เพื่อวัตถุประสงค์ให้ลูกศิษย์ประสบความสำเร็จ  

คุณความดีใดที่ติวเตอร์โป่งทำแล้วเป็นประโยชน์แก่สังคม
ติวเตอร์โป่งขอมอบคุณความดีนั้นแก่ ครู ผู้สอนติวเตอร์โป่งทุกท่าน

ติวเตอร์โป่ง

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

เทคนิคการสอนแบบติวเตอร์ #2

ในปัจจุบัน ผู้ปกครองหลายท่าน
นิยมที่จะให้ติวเตอร์มาช่วยดูแลการบ้านให้บุตรหลานของตนเองมากขึ้น
ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากผู้ปกครองมีเวลาไม่พอกับการที่จะดูแลการบ้านของลูกด้วยตนเอง

มีติวเตอร์หลายท่านได้สอบถามติวเตอร์โป่งว่า การดูแลการบ้านให้นักเรียนเป็นอย่างไร
วันนี้ติวเตอร์โป่งเลยขอนำความรู้และประสบการณ์ในเรื่องนี้มาถ่ายทอดนะคะ

การดูแลการบ้าน คืออะไร และต้องสอนอย่างไร
- ส่วนใหญ่จะสอนที่บ้านของนักเรียน โดยอาจจะมีหรือไม่มีผู้ปกครองอยู่ดูแลในขณะสอน
- จะมีการระบุวิชาที่ทางติวเตอร์จะช่วยดูแลการบ้าน (ซึ่งต้องมีการพูดคุยกันในเบื้องต้น)
- เอกสารการเรียน ส่วนใหญ่จะใช้หนังสือที่นักเรียนใช้เรียนเป็นหลัก
- หน้าที่หลักของการดูแลการบ้านคือ สอนการบ้านนักเรียน พร้อมอธิบายการบ้าน
เพื่อให้นักเรียนสามารถส่งการบ้านได้ทันกำหนดเวลา
และเข้าใจคำตอบของการบ้านที่ทำด้วย
- อาจรวมถึงการทบทวนบทเรียน หรือ การเรียนล่วงหน้าด้วย
เป็นต้น

การดูแลการบ้านให้นักเรียนนั้น ติวเตอร์จะต้องเตรียมความพร้อมในบทเรียนที่จะสอน
ติวเตอร์ควรดูแลการบ้านโดยพยายามให้นักเรียนทำการบ้านด้วยตัวเอง
สอนให้นักเรียนเข้าใจโจทย์ ให้รู้ว่าโจทย์ถามอะไร และให้นักเรียนหาคำตอบด้วยตัวเอง
โดยติวเตอร์จะคอยชี้แนะเมื่อเกิดข้อสงสัย

ติวเตอร์ควรอธิบายบทเรียน หรืออธิบายโจทย์ให้นักเรียนเข้าใจ
หากนักเรียนไม่เข้าใจบทเรียน หรือไม่เข้าใจโจทย์นะคะ
เพื่อที่จะเกิดประโยชน์กับนักเรียนอย่างเต็มที่ค่ะ  ^_^

!! ติวเตอร์ไม่ควรที่จะทำการบ้านให้ หรือเฉลยคำตอบให้ทั้งหมดนะคะ !!



หากมองในมุมของผู้ปกครองที่กำลังมองหาติวเตอร์
เพื่อที่จะมาดูแลการบ้านของบุตรหลานตนเองนั้น
คุณสมบัติของติวเตอร์นั้นควรจะ
- มีความรับผิดชอบ
- มีบุคลิกที่น่าเชื่อถือและไว้ใจได้
- มีความสามารถทางวิชาการที่อยู่ในเกณฑ์ดีขึ้นไป
- ไม่มีประวัติความประพฤติที่เสียหาย
- มีบุคลิกและสไตล์การสอนที่เข้ากันได้กับบุตรหลานของตน
- บ้านอยู่ใกล้กัน หรือละแวกเดียวกัน
- สามารถดูแลการบ้านได้ตลอดเทอม (เป็นอย่างน้อย)
เป็นต้น

ลักษณะเด่นของการสอนการบ้าน คือ ระยะเวลาในการสอนจะนาน เช่น ดูแลการบ้านตลอดเทอม**
ดังนั้นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงให้มากคือ การสร้างมิตรภาพที่ดีให้เกิดขึ้น
ทั้งระหว่าง ติวเตอร์และนักเรียน และ ติวเตอร์และผู้ปกครอง นะคะ

หมายเหตุ ** มีบางกรณี ที่มีการสอนการบ้านแบบเฉพาะบทเรียน
ดังนั้นการสอนการบ้านแบบนี้อาจใช้ระยะเวลาสั้นค่ะ **

ติวเตอร์โป่ง

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

เทคนิคการสอนแบบติวเตอร์ #1


การสอนแบบติวเตอร์เป็นเทคนิคการสอนที่เน้นสรุปเนื้อหาบทเรียน ให้กระชับ ได้ใจความ และเน้นที่การยกตัวอย่างหรือฝึกทำแบบฝึกหัด เพื่อมุ่งเน้นให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาและสามารถแก้ปัญหาโจทย์หรือทำข้อสอบได้ 
 
เทคนิคการสอนและการเตรียมการสอนของติวเตอร์จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลต่อความเข้าใจของนักเรียน ดังนั้นการเตรียมตัวก่อนสอนของติวเตอร์จึงมีความสำคัญมาก 

ติวเตอร์โป่งจึงขอกล่าวถึง การเตรียมตัวก่อนสอนของติวเตอร์ในกรณีการสอนเพื่อเน้นการสอบเลื่อนชั้น หรือการสอบเข้าค่ะ

            ก่อนที่จะเริ่มการติว ติวเตอร์และนักเรียนจะต้องสรุปความเข้าใจให้ตรงกันก่อน ซึ่งครอบคลุมในเรื่อง บทเรียนที่จะติว รวมทั้ง เอกสารการติว ว่าจะให้ติวตามหนังสือที่นักเรียนใช้อยู่หรือจะให้ทางติวเตอร์สรุปมาให้หรือใช้หนังสือเล่มใดในการติว เมื่อได้ข้อสรุปที่ตรงกันแล้ว ทางติวเตอร์ควรมีการเตรียมการสอน ดังนี้

1.ในเบื้องต้น ติวเตอร์ควรต้องมีความชำนาญ และ รู้ลึก ในบทเรียนที่จะติวก่อน (ไม่ควรรับติวนักเรียนโดยที่ไม่มั่นใจว่าตนเองจะสอนวิชานั้นหรือบทเรียนนั้นๆได้หรือไม่ เพราะผลเสียจะเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่ายนะคะ)  
2.ศึกษาบทเรียน/หนังสือที่จะติวโดยละเอียด ทำความเข้าใจภาพรวมและจับใจความหลักของบทเรียนนั้น
3.เรียบเรียงบทเรียนที่จะสอนเป็นลำดับขั้น โดยเนื้อหาควรมีความต่อเนื่องและเริ่มจากเนื้อหาที่เป็นพื้นฐานก่อนแล้วจึงค่อยๆเพิ่มความยากของบทเรียนตามลำดับ    
4.จัดทำสรุปย่อบทเรียน หรือ สรุปสูตร หรือ จัดทำสรุปหลักการจำของบทเรียน
5.เตรียมตัวอย่าง แบบฝึกหัด หรือแบบทดสอบ ที่ครอบคลุมเนื้อหาในบทเรียนทั้งหมด
6.เตรียมคำเฉลยพร้อมคำอธิบายที่สามารถทำให้นักเรียนเข้าใจ (คำอธิบายอาจเป็นการเตรียมเป็นคำพูด โดยยังไม่ทำเป็นเอกสารก็ได้ )
7.หากเป็นการติวเพื่อการสอบที่ต้องวัดคะแนน ติวเตอร์ควรเตรียมแบบฝึกหัดมาให้นักเรียนฝึกทำหลายๆชุด และสรุปคะแนนที่นักเรียนทำได้ในแต่ละชุด เพื่อให้ทราบว่าคะแนนของนักเรียนอยู่ในระดับใด แล้วจึงแนะนำและติวเน้นในเนื้อหาที่นักเรียนยังสามารถปรับปรุงได้ เพื่อให้สามารถทำคะแนนได้เพิ่มขึ้น
8.และที่ขาดไม่ได้คือ อุปกรณ์การสอน เช่น ดินสอ ปากกา กระดาษเปล่า หนังสือ ติวเตอร์ก็ควรเตรียมไปให้พร้อมนะคะ


ติวเตอร์โป่ง

วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วันสุดท้ายของการทำงานในปี 2553

วันนี้วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2553
สำหรับคนทำงาน วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายของการทำงานในปีนี้
ถัดจากนี้ ก็จะได้หยุด 4 วัน 
จะได้พักกาย พักใจ หลังจากที่เหนื่อย และต่อสู้กันมาตลอดทั้งปี



สำหรับนักเรียน นักศึกษา ก็คงสอบกลางเทอมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
และก็จะได้เที่ยวปีใหม่ได้อย่างสบายใจ



ติวเตอร์โป่งก็ขอส่งความสุขไปให้ทุกท่าน
ให้ประสบแต่ความสุข ความเจริญ
คิดหวังสิ่งใดที่ดีๆ ก็ขอให้สมปราถนา
มีกำลังใจ กำลังกายที่เข้มแข็ง 
พร้อมรับสิ่งใหม่ๆที่จะเข้ามาในปี 2554 นี้นะคะ

สวัดดีปีใหม่ ปี 2554 ค่ะ ^^

HAPPY NEW YEAR 2011 




ติวเตอร์โป่ง

จิตสาธารณะ คืออะไรนะ ?

"รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ"
คำขวัญวันเด็ก ปี 2554 จาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของไทย 
ซึ่งท่านนายกฯ ได้ให้คำตอบเกี่ยวกับแนวคิดของคำขวัญนี้ว่า


          รอบคอบ - เนื่องมาจากปัจจุบัน มีทางเลือกที่จะรับข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อใหม่ต่าง ๆ มากมาย ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์เห็นว่า เยาวชนไทยต้องรู้รอบด้าน จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนอาจทำสิ่งที่เกิดปัญหาแก่ตนเองและสังคมได้ในอนาคต

          รู้คิด - เมื่อเยาวชนไทยเรียนรู้รอบด้านแล้ว ต้องรู้จักคิดใช้ชีวิตอย่างมีสติไม่ประมาท ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ จึงอยากให้น้อง ๆ เด็ก ๆ รู้จักคิดให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นด้วย

          จิตสาธารณะ - สังคมต้องพึ่งพิงกัน เห็นได้ในยามมีภัยคนไทยเราช่วยกัน การปลูกฝังจิตสำนึกเช่นนี้จำเป็นอย่างยิ่งในสังคม โดยต้องเริ่มที่เด็ก ๆ เยาวชนไทย
จากคำขวัญวันเด็กปี 2554 นี้ มีคำว่า 'จิตสาธารณะ' 
ซึ่งท่านนายกฯ ได้ให้แนวคิดของคำนี้ไว้แล้ืวนั้น

ติิวเตอร์โป่งก็ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติม
เ้พราะเห็นว่าคำนี้ เป็นคำใหม่ และที่สำคัญ เราจะเริ่มได้ยินกันบ่อยมากขึ้น มาตลอดทั้งปี 2553
และแน่นอนว่า คงได้ยินไปอีกทั้งปี 2554 แน่นอน ^^

จิตสาธารณะ ยังมีคำเรียกอื่นที่มีความหมายคล้ายกันมาก คือ
จิตสำนึกสาธารณะ จิตอาสา
ตรงกับคำภาษาอังกฤษที่ว่า Public mind หรือ Public Consciousness
มีผู้ให้ความหมายไว้หลายบริบท 
ติวเตอร์โป่งจึงขอยกมาหลายๆบริบท เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆนะคะ
ความหมายของจิตสาธารณะ
จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม
พฤติกรรมที่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจเพื่อส่วนรวมโดยแสดงออกด้วยการอาสาไม่มีใครบังคับ
การที่บุคคลตระหนักรู้และคำนึงถึงประโยชน์สุขของส่วนรวมและสังคม เห็นคุณค่าในการเอาใจใส่ 
ดูแลรักษาสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เป็นของส่วนรวม
คุณลักษณะทางจิตใจของบุคคลเกี่ยวกับการมองเห็นคุณค่าหรือการให้คุณค่าแก่การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมรวมทั้งสิ่งต่างๆ ที่เป็นสาธารณะที่ไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งเป็นเจ้าของหรือเป็นสิ่งที่คนในสังคมเป็นเจ้าของร่วมกัน  (นวรินทร์ ตาก้อนทอง)
........
ตอนนี้ในหลายๆองค์กร โดยเฉพาะองค์กรภาครัฐ ก็เริ่มนำคำนี้มาใช้กันอย่างแพร่หลาย
และหลายองค์กร ได้นำมาเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางปฎิบัติ
เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กร

ทั้งนี้ เมื่อเข้าใจความหมายแล้ว ก็จะสามารถทำความเข้าใจ
และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสมนะคะ
^________^


ติวเตอร์โป่ง

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การท่องเที่ยว ที่ทั้งสนุก และได้ความรู้

ช่วงปลายปีแบบนี้ อากาศดีๆแบบนี้
หลายๆคน คงมีแผนการท่องเที่ยวกันแล้วใช่มั้ยละคะ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ติวเตอร์โป่งได้พาครอบครัวไปเที่ยวต่างจังหวัด
สนุกสนานกันมากค่ะ

แผนการท่องเที่ยวครั้งนี้ จุดมุ่งหมายอยู่ที่ จังหวัดนครราชสีมา หรือชื่อที่เรารู้จักกันดีในนาม โคราช
และเป็นการเดินทางผ่าน 7 จังหวัด เลยทีเดียวค่ะ ^^
การท่องเที่ยว จะเดินทางเป็นวงกลม ตามแผนที่ข้างล่างค่ะ


โดยการเดินทาง เริ่มจาก จังหวัดนนทบุรี ขับรถมุ่งหน้าไปยัง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
เพื่อเที่ยวที่เขื่อนลำตะคอง ชมโรงไฟฟ้ากังหันลม และแวะสักการะ หลวงปู่โต ที่วัดโนนกุ่ม
ช่วงบ่าย แวะเที่ยว ใน อ.ปากช่อง แวะชม รีสอร์ท สวยๆ หลายแห่งเลยค่ะ ก่อนที่จะเข้าที่พักในใกล้เขาใหญ่

วันที่ 2 ของการท่องเที่ยว เรามุ่งหน้าสู่ อ.วังน้ำเขียว ค่ะ ได้แวะชม สวนดอกเบญจมาศ สวนผักปลอดสารพิษ
ฟาร์มเห็ด และปิดท้ายโปรแกรมด้วยการ แวะปลูก มะค่าโมง ที่อุทยานแห่งชาติทับลาน

 สวนเบญจมาศ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

การปลูกเห็ด อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

การปลูกผักปลอดสารพิษ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

กลับมาจากการเที่ยวครั้งนี้ ติวเตอร์โป่งรู้สึก สนุก ประทับใจ และได้ความรู้หลายอย่าง
เพราะในการท่องเที่ยวแต่ละครั้ง นอกจากเราจะได้ความสนุก พักผ่อน และรู้สึกผ่อนคลายแล้ว
เราจะยังได้เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น ชีวิตความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่น
ซึ่งแต่ละแห่ง แต่ละภูมิภาค ต่างก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีเสน่ห์ด้วยกันทั้งสิ้น

ยิ่งการเดินทางครั้งนี้ ติวเตอร์โป่งได้เข้าเยี่ยมชมการทำการเกษตรของชาว วังน้ำเขียว
เห็นชัดเลยว่า ชาว อ.วังน้ำเขียว ได้นำจุดเด่น จุดแข็งของตนเอง  นั่นคือ การทำการเกษตร
นำมาชูเป็นจุดขาย กลายเป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งเลย

ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงเกษตรนั้น ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทั้งนักท่องเที่ยวที่สามารถเข้าชมแปลงสาธิต
และได้เรียนรู้วิธีการปลูก การดูแลให้พืชพันธุ์เจริญงอกงาม

สำหรับคนในพื้นที่ หรือตัวเกษตรกรเอง ก็ได้ถ่ายทอดความรู้ที่มี แก่นักท่องเที่ยว ถือว่าเป็นวิทยาทาน ที่เยี่ยมมากเลยค่ะ
แถมยังมีรายได้จากการที่นักท่องเที่ยวซื้อพืชพันธุ์ ติดไม้ติดมือกลับบ้าน
และที่สำคัญ นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยว จะนำความประทับใจไปเล่า ปากต่อปาก
ทำให้ อ.วังน้ำเขียว เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย จนมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งเม็ดเงินที่นักท่องเที่ยวนำมาจับจ่ายใช้สอย ก็เป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นได้เป็นอย่างดีค่ะ ^^

 แผนการท่องเที่ยวครั้งนี้ เหมาะที่จะเป็นสถานที่สำหรับ 
"การเรียนรู้นอกห้องเรียน" 
ได้เป็นอย่างดีทีเดียวค่ะ

 ขอขอบคุณภาพประกอบจาก: http://www.wangnamkeowdd.com/map.php

ติวเตอร์โป่ง

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การเรียน และ การเรียนรู้ 6

จากกระทู้ การเรียน และ การเรียนรู้ ตอนที่ 2 3 4 5
ติวเตอร์โป่งได้กล่าวถึง ครูผู้สอน และห้องเรียนไปแล้ว
หลังจากนี้ ติวเตอร์โป่งจะกล่าวถึง นักเรียน กันบ้างนะคะ

การที่จะเกิดการเรียนรู้นั้น
นักเรียน ซึ่งเป็นตัวผู้เรียนเอง ก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญมากๆๆ
ในการเรียนรู้สิ่งที่กำลังเรียนอยู่

เพราะทั้งคุณครู และบรรยากาศในห้องเรียน 

ต่างก็เป็นปัจจัยภายนอกที่นักเรียนไม่สามารถควบคุมได้

ดังนั้นสิ่งที่นักเรียนจะควบคุมได้ คือ ตัวเอง นะคะ (ปัจจัยภายใน)

ครั้งหนึ่ง ติวเตอร์โป่งได้มีโอกาสเข้าฟังการบรรยายของ อาจารย์พิพิธ พุ่มแก้ว
ท่านได้ให้ข้อคิดว่า
"ปรับความคิด ชีวิตเปลี่ยน"
ความหมายก็คือ คนเราอยู่ในสังคม ย่อมต้องพบเจอพฤติกรรม การกระทำของคน
หรือสิ่งแวดล้อมที่เราไม่ชอบ
ซึ่งในหลายๆอย่าง เราก็ไม่สามารถที่จะไปเปลี่ยนความคิด พฤติกรรม
ความเชื่อ ของคนเหล่านั้นได้ หรือจำเป็นต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เราไม่ชอบนั้น

ซึ่งสิ่งเหล่านั้นมากระทบกับความรู้สึกเรา ทำให้เราเป็นทุกข์
คนอื่นๆในสังคม และ สิ่งแวดล้อม
เป็นสภาพแวดล้อมภายนอกที่เราไม่สามารถควบคุมให้เป็นไปดังใจเราหวังได้ทุกอย่าง

ดังนั้น เราลองหันกลับมามองตัวเอง มองความคิดตัวเอง
มองที่ใจตัวเอง
เพียงแค่เราปรับความคิดของเราเพียงนิดเดียว
ความสุขก็เกิดขึ้นได้ค่ะ
(อย่าไปทุกข์กับสิ่งนั้น แล้วให้มองไปข้างหน้า)

ติวเตอร์โป่งได้นำข้อคิดนี้มาใช้ โดยคิดซะว่า
เรากำลัง ดูละครฉากหนึ่ง ที่มีเขาเป็นผู้แสดง
เดี๋ยวละครฉากนั้นก็จบ แล้วเราจะเอามาเป็นสาระ เอามาเป็นอารมณ์ทำไม จริงมั้ยคะ ^^

ส่วนตัวเรา ก็ทำตัวเราเองให้ดี

พูดมาซะยาว แล้วเกี่ยวกับนักเรียนที่กำลังเรียนตรงไหนคะติวเตอร์โป่ง

 แหม เกี่ยวแน่นอนค่ะ

อย่างนักเรียนที่คิดว่า "คุณครูสอนไม่รู้เรื่องเลย" "คุณครูคนนี้ไม่เห็นจะเก่งเลย" 
"ห้องเรียนเก่าสุดๆ ไม่อยากเข้าไปนั่งเลย"
"เราก็เป็นแค่เด็กนักเรียนต่างจังหวัด(อันไกลโพ้น)คนหนึ่ง"
หรืออะไรก็แล้วแต่จะบ่น จะน้อยใจ กันไป
ก็ไม่ต้องบ่นหรือน้อยใจไปค่ะ
เพราะถ้าเราปรับความคิด ปรับมุมมอง
ประพฤติตัวให้ดี ขยันเรียน ทำตัวเองให้ดี
 เราก็สามารถเรียนรู้ได้ค่ะ

ตัวอย่างเช่น คุณครูที่สอนเรา อาจจะไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ให้เราเข้าใจโดยถ่องแท้ได้
เราก็ไม่สามารถที่จะไปปรับอะไรคุณครูได้มาก
เราก็ไม่ต้องไปเครียด หรือท้อแท้ หรือกล่าวโทษคุณครู
เพราะถึงทำไป ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา
แต่ที่เราทำได้ก็คือ เราสามารถที่จะอ่านหนังสือให้มากขึ้น ตั้งกลุ่มติวกับเพื่อนๆ
เรียนพิเศษเพิ่มเติม หรือหาหนังสือดี ที่เราอ่านแล้วเข้าใจมาอ่านเพิ่มเติม เป็นต้น นั่นเองค่ะ
คิดแบบนี้ ทำแบบนี้ ผลดีก็ตกอยู่กับตัวเรา จริงมั้ยคะ (แถมยังไม่เครียดด้วย) ^^

เช่นเดียวกันกับนักเรียนต่างจังหวัด
ติวเตอร์โป่งเองก็เป็นนักเรียนต่างจังหวัดนะคะ
(3 จังหวัดชายแดนใต้เลยด้วยซ้ำ)
แต่ก็สามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยได้
ก็ด้วยความมุมานะ ความขยัน ความตั้งใจ และไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาค่ะ
 ยิ่งในปัจจุบันนี้มีอินเทอเน็ต ทำให้นักเรียนสามารถหาหนังสือดีๆ มาอ่านได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ
มีทั้งที่เป็น eBook หรือการสั่งซื้อหนังสือออนไลน์ ให้สามารถเลือกได้ตามแต่สะดวก

ดังนั้น ติวเตอร์โป่งขอเป็นกำลังใจให้กับนักเรียนทุกคน
ขอให้อย่านำปัจจัยภายนอกมาเป็นข้ออ้างหรือเป็นข้อจำกัดในการเรียนของตัวเองนะคะ
ให้เปิดใจให้กว้าง แล้วจะรู้ว่าตัวเราเองนั้นยังมีศักยภาพอีกมากมายทีเดียวเลยค่ะ ^^

!!!!! Fighto Fighto !!!!

เจอกันใหม่ตอนต่อไปนะคะ ^^


ติวเตอร์โป่ง

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การเรียน และ การเรียนรู้ 5

วันนี้ติวเตอร์โป่งนำตัวอย่างห้องเรียนที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ ในประเทศไทยมาให้ดูกันค่ะ

ตามมาเลยค่ะ ^^


ห้องเรียนห้องหนึ่งของ โรงเรียนประถมศึกษานาศิริ อ.เชียงดาว
มีการใช้โทนสีฟ้าในห้องเรียน 
ซึ่งเป็นสีที่ให้ความรู้สึก ปลอดโปร่ง ความเป็นอิสระ การช่วยเหลือ การแบ่งปัน
ซึ่งเหมาะมากที่ถูกเลือกใช้ในการทาสีห้องของนักเรียนประถม
ซึ่งอยู่ในวัยที่กำลังเรียนรู้สิ่งรอบตัว การเข้าสังคม เรียนรู้ที่จะแบ่งปันค่ะ
นอกจากนี้ ภาพวาดบนผนังห้องยังช่วยให้เด็กนักเรียนรู้สึกสดชื่น สนุกสนาน เสริมสร้างจินตนาการ
เสริมทักษะภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และรู้จักสัตว์ทะเล อีกด้วย  
ประกอบกับมุมหนังสือที่พร้อมให้เด็กๆ เข้ามาเลือกอ่านได้ตามใจชอบ

ตอบโจทย์ห้องเรียนที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้เป็นอย่างดีทีเดียวค่ะ
ที่มา: http://www.thailandoffroad.com/myschool/webboard/question.asp?page=3&ID=20083


ห้องนี้เป็นห้องเรียนของเด็กอนุบาล อนุบาลสถาพร
สังเกตุว่าจะมีสื่อการสอนครบครัน
และหลากสีสันซึ่งจะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสต่างๆของเด็กในวัยนี้ได้ดีค่ะ

ที่มา: http://www.sapaporn1.com/index.php?mo=18&display=view_single&pid=462530




 ห้องที่เห็นอยู่นี้ อยู่ที่ TK park Bangkok ค่ะ
ไม่เป็นแค่ห้องเรียนเท่านั้น แต่ต้องการที่จะให้เกิดเป็น
อุทยานการเรียนรู้
 ภายใต้สโลแกน
หนังสือ + ดนตรี + กิจกรรม + มัลติมีเดีย = จินตนาการไม่รู้จบ
โดยภายใน TK park ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นห้อง

 เช่น ห้องสมุดไอที ห้องสมุดมีชีวิต ห้องสมุดเด็ก ห้องเงียบ ห้องสมุดดนตรี เป็นต้น
ซึ่งแต่ละห้องมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันค่ะ
เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเรียนรู้ในหลายแขนงวิชา
TK park เป็นสถานที่ที่เหมาะกับเด็กทุกๆวัยเลยนะคะ
ที่สำคัญ ผู้ใหญ่วัยทำงานก็ไปได้ค่ะ
เพราะการเรียนรู้ สามารถเรียนรู้ได้ไม่สิ้นสุดนะคะ ^^

ที่มา: http://www.tkpark.or.th/tk/

ติวเตอร์โป่ง

วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การเรียน และ การเรียนรู้ 4

วันนี้ติวเตอร์โป่งขอเล่าถึงห้องเรียนที่กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้นะคะ
ห้องเรียนหรือสถานที่เรียน เป็นสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ห้อมล้อมนักเรียนและครูผู้สอน
ซึ่งสภาพแวดล้อมดังกล่าวจะส่งผลมายัง อารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรม ของทั้งนักเรียนและครู
ดังนั้นการที่เราสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวกให้เกิดขึ้นในห้องเรียน
ก็เป็นวิธีที่สามารถกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ได้ค่ะ

สภาพทางกายภาพของห้องเรียนนั้น ยกตัวอย่างเช่น ทำเลที่ตั้ง รูปแบบห้องเรียน
โทนสีภายในห้อง (แม้กระทั้งวัสดุในการก่อสร้างและการตกแต่ง)
แสงสว่าง ระบบเสียง อุณหภูมิภายในห้อง การระบายอากาศ
สภาพโต๊ะเก้าอี้รวมถึงการจัดเรียง การตกแต่งห้อง อุปกรณ์การเรียน เป็นต้น

ติวเตอร์โป่งจะอธิบายโดยการยกตัวอย่างนะคะ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆค่ะ




ห้องเรียนห้องแรก เป็นห้องเรียนของเด็กมัธยมแห่งหนึ่ง ในรัฐ Minnesota ค่ะ
โดยใช้ Yoka ball มาประยุกต์เป็นเก้าอี้ ให้เด็กนักเรียนนั่งในชั่วโมงเรียน
แนวคิดของการจัดห้องนี้ มาจาก มีผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งกล่าวไว้ว่า
เด็กนักเรียนจะสามารถจดจำได้ดีขึ้น หากมีการเคลื่อนไหวในระหว่างเรียนนั่นเองค่ะ

เป็นไงคะห้องนี้ ไอเดียดี แถมมีงานวิจัยสนับสนุนอีกด้วย ^^
ที่มา:
http://www.yogadork.com/news/bits-of-the-day-yoga-balls-in-the-classroom-bikram-endorses-ca-desert-former-lululemon-ceo-moves-on/



ห้องเรียนห้องต่อมาค่ะ เป็นห้องเรียนที่เน้นการใช้โทนสีที่สบายตา การจัดห้องเป็นระเบียบ
โดยมีผนังด้านหนึ่งเป็นกระจกใส ที่สามารถมองออกไปเห็นสวนหย่อมสวยๆ
ให้ความรู้สึกโล่ง สบาย ไม่อึดอัด ซึ่งจะช่วยกระตุ้นจิตนาการ ความคิดที่เปิดกว้าง
ถ้าได้นั่งเรียนในห้องเรียนแบบนี้ ให้เรียนทั้งวันก็ไหวค่ะ จริงมั้ยคะ
ที่มา: http://www.ccfs-sorbonne.fr/IMG/jpg/estrapade-classroom-5.jpg




ห้องเรียนที่ 3 เป็นห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ซึ่งจุดสำคัญของห้องนี้จะอยู่ที่
อุปกรณ์การเรียนที่ครบครัน ซึ่งความพร้อมของอุปกรณ์การเรียน
จะกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความอยากรู้อยากเห็น (ในแง่ดีนะคะ)
สงสัยใคร่รู้ และต้องการหาคำตอบ อาจจะด้วยการทดลอง หรือสอบถามครู
บรรยากาศแห่งการเรียนรู้ก็เกิดขึ้นค่ะ
ที่มา: http://mynasadata.larc.nasa.gov/classroom.html




ห้องเรียนนี้ แปลกตามากใช่มั้ยคะ 
ห้องนี้อยู่ที่ Germany architecture building Mann Elementary School
เป็นตัวอย่างของการออกแบบห้องเรียนโดยอาศัยหลักสถาปัตยกรรม
เน้นโครงสร้างและการออกแบบที่ทันสมัย เกิดเป็นห้องเรียนที่มีความสวยงาม
และด้วยดีไซน์ที่แปลกตา ช่วยสร้างบรรยากาศกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ไอเดียใหม่ๆ ค่ะ

จุใจเลยมั้ยคะ กับห้องเรียนสวยๆ เก๋ๆ ที่ไม่ได้มีดีอยู่แค่นี้
แต่ยังอัดแน่นไปด้วยบรรยากาศที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของนักเรียนด้วย

ติวเตอร์โป่ง

วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

2 คน 2 สิ่ง...ทำไมจำยากจัง

ช่วงนี้ติวเตอร์โป่งเจอปัญหาใหญ่
เรื่องการจำของ 2 สิ่ง ที่คู่กัน หรือมาพร้อมๆกัน
พาลให้จำสลับกันทุกที

เลยเริ่มรู้สึกว่า เราคงจะเริ่มแก่แล้วจริงๆ...เฮ้อ

ถึงจะแก่ ก็ไม่เป็นไร เพราะถึอคติที่ว่า "Young at Heart" ละกัน 
ถึงแม้จะอายุมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าใจยังเป็นวัยรุ่นอยู่
ก็จะมีพลังที่จะทำโน่นทำนี่เหมือนคนอายุน้อยๆ นั่นแหละค่ะ ^^

เอาหล่ะ เมื่อปัญหาเกิด ก็ต้องหาทางแก้ไข
(เมื่อเจอปัญหา เราต้องคิด แต่ไม่ต้องเครียด)

ว่าแล้วก็คิดย้อนกลับไปเมื่อตอนยังเรียนหนังสือ
ติวเตอร์โป่งเรียนมาทางวิทยาศาสตร์
ด้วยเนื้อหาที่เรียน ทำให้ต้องทำความเข้าใจ และท่องจำ ควบคู่กันไป
สำหรับหลักการท่องจำของติวเตอร์โป่งนั้น เป็นแบบไทยๆค่ะ

ที่ว่าแบบไทยๆ นั้นก็คือ...
จำด้วยการสร้างคำคล้องจอง คำพ้องเสียง นั่นเอง

มาลองดูตัวอย่างนะคะ

เลฟ ซ้าย ร้าย ขวา
เป็นการสร้างคำคล้องจองง่ายๆเพื่อช่วยจำ
 ภาษาอังกฤษคำว่า Left (ซ้าย) และ Right (ขวา) นั่นเองค่ะ

 "ภูกะดึง" อาศัยหลักของการ พ้องเสียง
Pull กะ ดึง
เพื่อช่วยในการจำคำ 2 คำ คือ
Pull (ดึง) และ Push (ผลัก)

Blue Base Red Acid
เป็นหลักการจำสำหรับกระดาษลิสมัส (สำหรับทดสอบความเป็นกรดด่างของสสาร)
โดยอาศัยหลักของการเปลี่ยนสีของกระดาษลิสมัสเป็นเกณฑ์ในการจำ
คือ ถ้ากระดาษลิสมัสสีฟ้า หรือให้ผลเป็นสีฟ้า แสดงว่า สารที่ทดสอบเป็นด่าง
กำหนดหลักการจำเป็น Blue Base(ด่าง) นั่นเอง
ในทางกลับกัน ถ้ากระดาษลิสมัสสีแดง หรือให้ผลเป็นสีแดง แสดงว่า สารที่ทดสอบเป็นกรด
กำหนดหลักการจำเป็น Red Acid(กรด) นั่นเอง
และให้จำง่ายขึ้นด้วยการสร้างให้เกิดคำคล้องจอง ก็จะได้ว่า
Blue Base Red Acid  นั่นเองค่ะ

ว่าแล้วติวเตอร์โป่งก็ขอตัว ไปแก้ปัญหาด้วยหลักการจำข้างต้นก่อนนะคะ ^^
เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.thaimtb.com/cgi-bin/viewkatoo.pl?id=173025

ติวเตอร์โป่ง

วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การเรียน และ การเรียนรู้ 3

การเรียนรู้ในระบบการศึกษาจะเกิดได้
ต้องอาศัยความร่วมมือกันของนักเรียนและคุณครูผู้สอน
ต่างฝ่ายต่างต้องทำหน้าที่ของตนเอง
เพื่อให้เกิดประสิทธิผลทางการเรียนรู้

วันนี้เราจะมามองที่ ครูผู้สอน กันก่อน
ก็ต้องเข้าใจกันก่อนว่าอาจจะมีหลายๆปัจจัยเป็นตัวแปร
ต่อนโยบายการสอน แต่ทั้งนี้คนที่เป็นครูหรืออาจารย์
ก็ต้องยึดมั่นในอุดมการณ์และจรรยาบรรณเป็นสำคัญ

ดังนั้นบรรยากาศแห่งการเรียนรู้อาจจะเรีมขึ้นมาโดยครูผู้สอน
ซึ่งบรรยากาศแห่งการเรียนรู้นั้น ครอบคลุมตั้งแต่สถานที่เรียนหรือห้องเรียน ตัวคุณครูเอง
บรรยากาศภายในห้อง รวมทั้งรูปแบบการสอนของคุณครูแต่ละท่านด้วย
ซึ่งไม่มีรูปแบบตายตัว แต่ก็สามารถไปสู้เป้าหมาย
ของการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ได้เช่นกันค่ะ

ติวเตอร์โป่งจะลองยกตัวอย่างบางส่วน ที่สามารถทำได้ง่ายๆ เลยนะคะ 

เช่น วันนี้คุณครูคิดดี จะมีสอนวิชาภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจ
เช้าวันนี้คุณครูคิดดี จึงเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วก็หยิบเสื้อผ้าที่ใส่แล้วดู smart คล่องแคล่ว
ใครเห็นแล้วก็จะรู้สึกว่าเป็น working woman ประมาณนี้เลย ^^
แล้วก็ใส่ชุดนั้นไปสอน
พอถึงชั่วโมงที่มีการเรียนการสอน

คุณครูคิดดี ก็เดินเข้าห้องเรียนด้วยท่าทางทะมัดทะแมง
ทักทายนักเรียนในห้องด้วยภาษาอังกฤษง่ายๆ ที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน

ลองเดาซิคะ ว่าเกิดอะไรขึ้น...(อย่าลืมนะคะว่านี่คือห้องเรียนเด็กนักเรียนไทย)
ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก...
...วินาทีแรก นักเรียนจะอึ้งค่ะ...
555
ประมาณว่า "วันนี้ครูคิดดีกินไรผิดสำแดงมาป่าว(วะ) แต่งตัวผิดปกติ แถม สปีคอิงลิชอีกตะหาก"

คุณครูคนไทยอย่างครูคิดดี ซึ่งมีอุดมการณ์อย่างแรงกล้า
และมีความตั้งใจจริงที่จะสร้างบรรยากาศเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ให้กับนักเรียน
ก็ไม่มีหวั่นไหวค่ะ

สิ่งที่คุณครูคิดดีทำต่อไปคือ

วิธีที่1 โดยปกติ ในห้องเรียนหนึ่งๆ จะมีกลุ่มเด็กที่กล้าพูดกล้าแสดงออก
(ทั้งที่เฮี้ยว และ/หรือตั้งใจเรียนมากๆๆๆ)
ซึ่งเด็กกลุ่มนี้จะเป็นเป้าหมายแรกของคุณครูคิดดีค่ะ
ที่จะสร้างบทสนทนาเริ่มแรกของวันนี้
ซึ่งหัวข้อที่เลือกมาสนทนา ก็หนีไม่พ้นที่จะคุยเรื่องการแต่งตัวของครูในวันนี้
ชวนคุยไปเรื่อยๆ และพยายามกระจายกลุ่มการสนทนาให้ใหญ่ขึ้น
จนนักเรียนทั้งห้องเข้ามาอยู่ในการสนทนานี้
แล้วก็เข้าสู่บทเรียนแบบเนียนๆค่ะ
แบบนี้จะ happy ending วิี้วๆๆๆๆ ^^

วิธีที่ 2 ในกรณี ที่ทุกคนอึ้ง จนไม่มีใครโต้ตอบบทสนทนาของคุณครูคิดดีเลย
คุณครูคิดดีก็ไม่แคร์ค่ะ เพราะคิดไว้อยู่แล้ว
คุณครูจึงเปลี่ยนจากการพูดภาษาอังกฤษ มาใช้ภาษาไทย แบบเนียนๆ
แต่หัวข้อในการสนทนายังคงเป็นเรื่องการแต่งตัวของครูคิดดีในวันนี้
คลอบคลุมเรื่องบุคลิกภาพของนักธุุรกิจด้วย
เพื่อให้เกิดการโต้ตอบกันของนักเรียนกับครู 
สร้างบรรยากาศให้ทุกคนมีส่วนร่วมและสนุกกับการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนักธุรกิจ
การแต่งตัว และการทำงานของนักธุรกิจ
โดยคุณครูคิดดีแอบแทรกบทสนทนาภาษาอังกฤษเข้าไปนิดหน่อย
แบบไม่ให้นักเรียนรู้ตัวและตกใจ
สลับกับบทสนทนาภาษาไทย
แล้วก็เข้าสู่บทเรียนแบบเนียนๆค่ะ
แบบนี้จะ happy ending ไปอีกแบบค่ะ วิี้วๆๆๆๆ ^^

แค่นี้ บรรยาการแห่งการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นโดยตัวของคุณครูผู้สอนเองก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก

ป.ล. เคล็ดลับอยู่ที่คุณครูจะต้องรู้ว่านักเรียนแต่ละห้องเป็นยังไง
ต้องจับทางนักเรียนให้ถูก และเลือกเทคนิคมาใช้ให้เหมาะสมค่ะ ^^

เพราะเทคนิคนึง อาจจะเหมาะกับนักเรียนกลุ่มนี้
แต่อาจจะเป็นมุขแป้กกับนักเรียนอีกกลุ่มนึงก็ได้นะคะ

ไว้คราวหน้าติวเตอร์โป่งจะมายกตัวอย่างของห้องเรียนแห่งการเรียนรู้นะคะ
อย่าลืมติดตามกันนะคะ
....

ติวเตอร์โป่ง