About me

รูปภาพของฉัน
การเป็นอาจารย์ ครู หรือติวเตอร์ อาจจะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่วัตถุประสงค์หลักไม่ต่างกัน คือ เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ โดยการสอน เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่นักเรียนของตน ให้สามารถนำความรู้นั้นไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างสมดุลย์ ดังนั้น be Able by ครูโป่ง จึงได้สร้าง blog นี้ขึ้นมา เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ให้แก่ผู้ที่สนใจในอีกช่องทางหนึ่ง โดยจะมีติวเตอร์ของเรานำประสบการณ์ที่ได้พบเจอมาถ่ายทอด เล่าสู่กันฟังค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สมอง การหายใจ สมาธิ เพื่อประสิทธิภาพการเรียน

ติวเตอร์โป่งเคยได้ยินมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก
ครูมักจะบอกว่า

"ถ้าหนูอยากเรียนหนังสือเก่งๆ
หนูลองฝึกทำสมาธิ วันละ 10-30 นาที ในตอนเช้าก่อนมาโรงเรียนทุกวันนะ"

ในตอนนั้นติวเตอร์โป่งยังไม่เข้าใจว่า
การทำสมาธิ จะช่วยให้เราเรียนหนังสือเก่งได้อย่างไร
แต่ก็ลองทำตามที่ครูแนะนำ
(แต่ทำได้ไม่กี่วันก็เลิกซะแล้ว เพราะมัวแต่ห่วงเล่น - -")

จนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
ติวเตอร์โป่งได้อ่านบทความทางการแพทย์ฉบับหนึ่ง
ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ของสมอง การหายใจ และสมาธิ
ว่ามีความเกี่ยวเนื่องกันตามหลักวิทยาศาสตร์

ในแต่ละวัน เราต้องใช้ความคิด ในเรื่องราวที่เจอในแต่ละวัน
คนในวัยทำงานก็จะคิดเรื่องงาน เรื่องครอบครัว เรื่องอนาคต เป็นส่วนใหญ่
คนในวัยเรียน ก็จะคิดเรื่องเรียน เรื่องอนาคต เป็นส่วนใหญ่ 
บางครั้ง คิดมาก จนปวดศรีษะ
และบางครั้งก็คิดเยอะเกินความจำเป็น

ประเด็นที่ติวเตอร์โป่งสนใจมากๆและนำมาคิดเพื่อที่จะศึกษาต่อๆไป ก็คือ

"มีการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ พบว่า
วัฏจักรการหายใจกับจังหวะการทำงานของซีกสมองมีความสัมพันธ์กัน
วัฏจักรการหายใจสามารถช่วยให้คนเราหาวิธีในการเปลี่ยนการทำงานของซีกสมอง
โดยใช้สมาธิทำความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆ แทนที่การต้องใช้ความคิดอย่างหนัก"

เมื่ออ่านบทความจบแล้ว ทำให้ติวเตอร์โป่งนึกถึง ไตรสิกขา ของศาสนาพุทธ
นั่นคือ

"ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
เป็นกระบวนการปฏิบัติ หรือ กระบวนการพัฒนา ๓ ด้าน คือ
ศีล เป็นหลักการพัฒนาระดับความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคม
สมาธิ เป็นหลักการพัฒนาจิตใจให้มีสมรรถภาพและประสิทธิภาพ
ในการคิดพิจารณาตัดสินใจกระทำหรือไม่กระทำการใด ๆ
ปัญญา เป็นหลักการพัฒนาความรู้ความเข้าใจ รู้จักสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็น
และสามารถแยกแยะวิเคราะห์สืบหาสาเหตุของสิ่งทั้งหลายได้ชัดแจ้ง
ไตรสิกขาจึงเป็นกระบวนการพัฒนาแบบบูรณาการ"
(ที่มา http://www.oknation.net/blog/preeeecha/2010/02/17/entry-12 )

หากเราสามารถ
"ใช้สมองให้เกิดสมาธิทำความเข้าใจเรื่องราว แทนที่การใช้ความคิด"

จะทำให้เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของสมอง
และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการเรียนได้มากขึ้น



ติวเตอร์โป่ง

วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

วันครูแห่งชาติ

วันที่ 16 มกราคม ของทุกปี
ถูกกำหนดให้เป็น วันครูแห่งชาติ
ติวเตอร์โป่งในฐานะที่เป็น ครู คนหนึ่ง
ที่มีหน้าที่อบรม บ่มนิสัย ให้ความรู้ การศึกษา
แก่ลูกศิษย์
เพื่อให้เป็นคนเก่ง คนดี
สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
และสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย

ติวเตอร์โป่งตระหนักถึงความสำคัญของ จรรยาบรรณวิชาชีพครู
ที่ครูทุกคนจะต้องมี และต้องยึดถือจรรยาบรรณในวิชาชีพที่น่าภูมิใจนี้

เพื่อให้ ครู สามารถ ดำรงตนอยู่บนความถูกต้อง ความดี
สร้างคนที่ดี มีคุณภาพ ออกสู่สังคม


วันนี้จึงได้คัดลอกจรรยาบรรณวิชาชีพครู ปี พ.ศ. 2539 จาก คุรุสภา ซึ่งมี 9 ข้อ ดังนี้

  1. ครูต้องอบรม สั่งสอน ฝึกฝน สร้างเสริมความรู้ ทักษะและนิสัยที่ถูกต้องดีงามให้แก่ศิษย์ อย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ
  2. ครูต้องประพฤติ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ
  3. ครูต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์
  4. ครูต้องไม่แสดดงหาประโยชน์อันเป็นอามิสสินจ้างจากศิษย์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และไม่ใช้ศิษย์กระทำการใดๆ อันเป็นการหาประโยชน์ให้แก่ตนโดยมิชอบ
  5. ครูย่อมพัฒนาตนเองทั้งในด้านวิชาชีพ ด้านบุคลิกภาพและวิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิชาการ เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอยู่เสมอ
  6. ครูย่อมรักและศรัทธาในวิชาชีพครู และเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพครู
  7. ครูพึงช่วยเหลือเกื้อกูลครูและชุมชนในทางสร้างสรรค์
  8. ครูพึงประพฤติ ปฏิบัติตน เป็นผู้นำในการอนุรักษ์และพัฒนาภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย
และในฐานะลูกศิษย์
ติวเตอร์โป่งจึงขอถือโอกาสนี้
ขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่าน
ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชา อบรมสั่งสอน
จนติวเตอร์โป่งมีความเจริญก้าวหน้าทั้งด้านวิชาความรู้
คุณธรรมประจำใจ และเป็นคนดีคนหนึ่งของสังคม
ณ วันนี้ ติวเตอร์โป่งทราบแล้วว่าการเป็นครูไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย
การที่จะสร้างคนสักคนหนึ่งให้เป็นคนดี คนเก่งนั้น
ครู ต้องทุ่มเท แรงกาย แรงใจ หรือแม้กระทั้งกำลังทรัพย์ส่วนตัว
เพื่อวัตถุประสงค์ให้ลูกศิษย์ประสบความสำเร็จ  

คุณความดีใดที่ติวเตอร์โป่งทำแล้วเป็นประโยชน์แก่สังคม
ติวเตอร์โป่งขอมอบคุณความดีนั้นแก่ ครู ผู้สอนติวเตอร์โป่งทุกท่าน

ติวเตอร์โป่ง

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

เทคนิคการสอนแบบติวเตอร์ #2

ในปัจจุบัน ผู้ปกครองหลายท่าน
นิยมที่จะให้ติวเตอร์มาช่วยดูแลการบ้านให้บุตรหลานของตนเองมากขึ้น
ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากผู้ปกครองมีเวลาไม่พอกับการที่จะดูแลการบ้านของลูกด้วยตนเอง

มีติวเตอร์หลายท่านได้สอบถามติวเตอร์โป่งว่า การดูแลการบ้านให้นักเรียนเป็นอย่างไร
วันนี้ติวเตอร์โป่งเลยขอนำความรู้และประสบการณ์ในเรื่องนี้มาถ่ายทอดนะคะ

การดูแลการบ้าน คืออะไร และต้องสอนอย่างไร
- ส่วนใหญ่จะสอนที่บ้านของนักเรียน โดยอาจจะมีหรือไม่มีผู้ปกครองอยู่ดูแลในขณะสอน
- จะมีการระบุวิชาที่ทางติวเตอร์จะช่วยดูแลการบ้าน (ซึ่งต้องมีการพูดคุยกันในเบื้องต้น)
- เอกสารการเรียน ส่วนใหญ่จะใช้หนังสือที่นักเรียนใช้เรียนเป็นหลัก
- หน้าที่หลักของการดูแลการบ้านคือ สอนการบ้านนักเรียน พร้อมอธิบายการบ้าน
เพื่อให้นักเรียนสามารถส่งการบ้านได้ทันกำหนดเวลา
และเข้าใจคำตอบของการบ้านที่ทำด้วย
- อาจรวมถึงการทบทวนบทเรียน หรือ การเรียนล่วงหน้าด้วย
เป็นต้น

การดูแลการบ้านให้นักเรียนนั้น ติวเตอร์จะต้องเตรียมความพร้อมในบทเรียนที่จะสอน
ติวเตอร์ควรดูแลการบ้านโดยพยายามให้นักเรียนทำการบ้านด้วยตัวเอง
สอนให้นักเรียนเข้าใจโจทย์ ให้รู้ว่าโจทย์ถามอะไร และให้นักเรียนหาคำตอบด้วยตัวเอง
โดยติวเตอร์จะคอยชี้แนะเมื่อเกิดข้อสงสัย

ติวเตอร์ควรอธิบายบทเรียน หรืออธิบายโจทย์ให้นักเรียนเข้าใจ
หากนักเรียนไม่เข้าใจบทเรียน หรือไม่เข้าใจโจทย์นะคะ
เพื่อที่จะเกิดประโยชน์กับนักเรียนอย่างเต็มที่ค่ะ  ^_^

!! ติวเตอร์ไม่ควรที่จะทำการบ้านให้ หรือเฉลยคำตอบให้ทั้งหมดนะคะ !!



หากมองในมุมของผู้ปกครองที่กำลังมองหาติวเตอร์
เพื่อที่จะมาดูแลการบ้านของบุตรหลานตนเองนั้น
คุณสมบัติของติวเตอร์นั้นควรจะ
- มีความรับผิดชอบ
- มีบุคลิกที่น่าเชื่อถือและไว้ใจได้
- มีความสามารถทางวิชาการที่อยู่ในเกณฑ์ดีขึ้นไป
- ไม่มีประวัติความประพฤติที่เสียหาย
- มีบุคลิกและสไตล์การสอนที่เข้ากันได้กับบุตรหลานของตน
- บ้านอยู่ใกล้กัน หรือละแวกเดียวกัน
- สามารถดูแลการบ้านได้ตลอดเทอม (เป็นอย่างน้อย)
เป็นต้น

ลักษณะเด่นของการสอนการบ้าน คือ ระยะเวลาในการสอนจะนาน เช่น ดูแลการบ้านตลอดเทอม**
ดังนั้นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงให้มากคือ การสร้างมิตรภาพที่ดีให้เกิดขึ้น
ทั้งระหว่าง ติวเตอร์และนักเรียน และ ติวเตอร์และผู้ปกครอง นะคะ

หมายเหตุ ** มีบางกรณี ที่มีการสอนการบ้านแบบเฉพาะบทเรียน
ดังนั้นการสอนการบ้านแบบนี้อาจใช้ระยะเวลาสั้นค่ะ **

ติวเตอร์โป่ง

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

เทคนิคการสอนแบบติวเตอร์ #1


การสอนแบบติวเตอร์เป็นเทคนิคการสอนที่เน้นสรุปเนื้อหาบทเรียน ให้กระชับ ได้ใจความ และเน้นที่การยกตัวอย่างหรือฝึกทำแบบฝึกหัด เพื่อมุ่งเน้นให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาและสามารถแก้ปัญหาโจทย์หรือทำข้อสอบได้ 
 
เทคนิคการสอนและการเตรียมการสอนของติวเตอร์จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลต่อความเข้าใจของนักเรียน ดังนั้นการเตรียมตัวก่อนสอนของติวเตอร์จึงมีความสำคัญมาก 

ติวเตอร์โป่งจึงขอกล่าวถึง การเตรียมตัวก่อนสอนของติวเตอร์ในกรณีการสอนเพื่อเน้นการสอบเลื่อนชั้น หรือการสอบเข้าค่ะ

            ก่อนที่จะเริ่มการติว ติวเตอร์และนักเรียนจะต้องสรุปความเข้าใจให้ตรงกันก่อน ซึ่งครอบคลุมในเรื่อง บทเรียนที่จะติว รวมทั้ง เอกสารการติว ว่าจะให้ติวตามหนังสือที่นักเรียนใช้อยู่หรือจะให้ทางติวเตอร์สรุปมาให้หรือใช้หนังสือเล่มใดในการติว เมื่อได้ข้อสรุปที่ตรงกันแล้ว ทางติวเตอร์ควรมีการเตรียมการสอน ดังนี้

1.ในเบื้องต้น ติวเตอร์ควรต้องมีความชำนาญ และ รู้ลึก ในบทเรียนที่จะติวก่อน (ไม่ควรรับติวนักเรียนโดยที่ไม่มั่นใจว่าตนเองจะสอนวิชานั้นหรือบทเรียนนั้นๆได้หรือไม่ เพราะผลเสียจะเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่ายนะคะ)  
2.ศึกษาบทเรียน/หนังสือที่จะติวโดยละเอียด ทำความเข้าใจภาพรวมและจับใจความหลักของบทเรียนนั้น
3.เรียบเรียงบทเรียนที่จะสอนเป็นลำดับขั้น โดยเนื้อหาควรมีความต่อเนื่องและเริ่มจากเนื้อหาที่เป็นพื้นฐานก่อนแล้วจึงค่อยๆเพิ่มความยากของบทเรียนตามลำดับ    
4.จัดทำสรุปย่อบทเรียน หรือ สรุปสูตร หรือ จัดทำสรุปหลักการจำของบทเรียน
5.เตรียมตัวอย่าง แบบฝึกหัด หรือแบบทดสอบ ที่ครอบคลุมเนื้อหาในบทเรียนทั้งหมด
6.เตรียมคำเฉลยพร้อมคำอธิบายที่สามารถทำให้นักเรียนเข้าใจ (คำอธิบายอาจเป็นการเตรียมเป็นคำพูด โดยยังไม่ทำเป็นเอกสารก็ได้ )
7.หากเป็นการติวเพื่อการสอบที่ต้องวัดคะแนน ติวเตอร์ควรเตรียมแบบฝึกหัดมาให้นักเรียนฝึกทำหลายๆชุด และสรุปคะแนนที่นักเรียนทำได้ในแต่ละชุด เพื่อให้ทราบว่าคะแนนของนักเรียนอยู่ในระดับใด แล้วจึงแนะนำและติวเน้นในเนื้อหาที่นักเรียนยังสามารถปรับปรุงได้ เพื่อให้สามารถทำคะแนนได้เพิ่มขึ้น
8.และที่ขาดไม่ได้คือ อุปกรณ์การสอน เช่น ดินสอ ปากกา กระดาษเปล่า หนังสือ ติวเตอร์ก็ควรเตรียมไปให้พร้อมนะคะ


ติวเตอร์โป่ง

วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วันสุดท้ายของการทำงานในปี 2553

วันนี้วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2553
สำหรับคนทำงาน วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายของการทำงานในปีนี้
ถัดจากนี้ ก็จะได้หยุด 4 วัน 
จะได้พักกาย พักใจ หลังจากที่เหนื่อย และต่อสู้กันมาตลอดทั้งปี



สำหรับนักเรียน นักศึกษา ก็คงสอบกลางเทอมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
และก็จะได้เที่ยวปีใหม่ได้อย่างสบายใจ



ติวเตอร์โป่งก็ขอส่งความสุขไปให้ทุกท่าน
ให้ประสบแต่ความสุข ความเจริญ
คิดหวังสิ่งใดที่ดีๆ ก็ขอให้สมปราถนา
มีกำลังใจ กำลังกายที่เข้มแข็ง 
พร้อมรับสิ่งใหม่ๆที่จะเข้ามาในปี 2554 นี้นะคะ

สวัดดีปีใหม่ ปี 2554 ค่ะ ^^

HAPPY NEW YEAR 2011 




ติวเตอร์โป่ง

จิตสาธารณะ คืออะไรนะ ?

"รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ"
คำขวัญวันเด็ก ปี 2554 จาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของไทย 
ซึ่งท่านนายกฯ ได้ให้คำตอบเกี่ยวกับแนวคิดของคำขวัญนี้ว่า


          รอบคอบ - เนื่องมาจากปัจจุบัน มีทางเลือกที่จะรับข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อใหม่ต่าง ๆ มากมาย ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์เห็นว่า เยาวชนไทยต้องรู้รอบด้าน จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนอาจทำสิ่งที่เกิดปัญหาแก่ตนเองและสังคมได้ในอนาคต

          รู้คิด - เมื่อเยาวชนไทยเรียนรู้รอบด้านแล้ว ต้องรู้จักคิดใช้ชีวิตอย่างมีสติไม่ประมาท ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ จึงอยากให้น้อง ๆ เด็ก ๆ รู้จักคิดให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นด้วย

          จิตสาธารณะ - สังคมต้องพึ่งพิงกัน เห็นได้ในยามมีภัยคนไทยเราช่วยกัน การปลูกฝังจิตสำนึกเช่นนี้จำเป็นอย่างยิ่งในสังคม โดยต้องเริ่มที่เด็ก ๆ เยาวชนไทย
จากคำขวัญวันเด็กปี 2554 นี้ มีคำว่า 'จิตสาธารณะ' 
ซึ่งท่านนายกฯ ได้ให้แนวคิดของคำนี้ไว้แล้ืวนั้น

ติิวเตอร์โป่งก็ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติม
เ้พราะเห็นว่าคำนี้ เป็นคำใหม่ และที่สำคัญ เราจะเริ่มได้ยินกันบ่อยมากขึ้น มาตลอดทั้งปี 2553
และแน่นอนว่า คงได้ยินไปอีกทั้งปี 2554 แน่นอน ^^

จิตสาธารณะ ยังมีคำเรียกอื่นที่มีความหมายคล้ายกันมาก คือ
จิตสำนึกสาธารณะ จิตอาสา
ตรงกับคำภาษาอังกฤษที่ว่า Public mind หรือ Public Consciousness
มีผู้ให้ความหมายไว้หลายบริบท 
ติวเตอร์โป่งจึงขอยกมาหลายๆบริบท เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆนะคะ
ความหมายของจิตสาธารณะ
จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม
พฤติกรรมที่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจเพื่อส่วนรวมโดยแสดงออกด้วยการอาสาไม่มีใครบังคับ
การที่บุคคลตระหนักรู้และคำนึงถึงประโยชน์สุขของส่วนรวมและสังคม เห็นคุณค่าในการเอาใจใส่ 
ดูแลรักษาสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เป็นของส่วนรวม
คุณลักษณะทางจิตใจของบุคคลเกี่ยวกับการมองเห็นคุณค่าหรือการให้คุณค่าแก่การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมรวมทั้งสิ่งต่างๆ ที่เป็นสาธารณะที่ไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งเป็นเจ้าของหรือเป็นสิ่งที่คนในสังคมเป็นเจ้าของร่วมกัน  (นวรินทร์ ตาก้อนทอง)
........
ตอนนี้ในหลายๆองค์กร โดยเฉพาะองค์กรภาครัฐ ก็เริ่มนำคำนี้มาใช้กันอย่างแพร่หลาย
และหลายองค์กร ได้นำมาเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางปฎิบัติ
เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กร

ทั้งนี้ เมื่อเข้าใจความหมายแล้ว ก็จะสามารถทำความเข้าใจ
และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสมนะคะ
^________^


ติวเตอร์โป่ง

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การท่องเที่ยว ที่ทั้งสนุก และได้ความรู้

ช่วงปลายปีแบบนี้ อากาศดีๆแบบนี้
หลายๆคน คงมีแผนการท่องเที่ยวกันแล้วใช่มั้ยละคะ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ติวเตอร์โป่งได้พาครอบครัวไปเที่ยวต่างจังหวัด
สนุกสนานกันมากค่ะ

แผนการท่องเที่ยวครั้งนี้ จุดมุ่งหมายอยู่ที่ จังหวัดนครราชสีมา หรือชื่อที่เรารู้จักกันดีในนาม โคราช
และเป็นการเดินทางผ่าน 7 จังหวัด เลยทีเดียวค่ะ ^^
การท่องเที่ยว จะเดินทางเป็นวงกลม ตามแผนที่ข้างล่างค่ะ


โดยการเดินทาง เริ่มจาก จังหวัดนนทบุรี ขับรถมุ่งหน้าไปยัง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
เพื่อเที่ยวที่เขื่อนลำตะคอง ชมโรงไฟฟ้ากังหันลม และแวะสักการะ หลวงปู่โต ที่วัดโนนกุ่ม
ช่วงบ่าย แวะเที่ยว ใน อ.ปากช่อง แวะชม รีสอร์ท สวยๆ หลายแห่งเลยค่ะ ก่อนที่จะเข้าที่พักในใกล้เขาใหญ่

วันที่ 2 ของการท่องเที่ยว เรามุ่งหน้าสู่ อ.วังน้ำเขียว ค่ะ ได้แวะชม สวนดอกเบญจมาศ สวนผักปลอดสารพิษ
ฟาร์มเห็ด และปิดท้ายโปรแกรมด้วยการ แวะปลูก มะค่าโมง ที่อุทยานแห่งชาติทับลาน

 สวนเบญจมาศ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

การปลูกเห็ด อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

การปลูกผักปลอดสารพิษ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

กลับมาจากการเที่ยวครั้งนี้ ติวเตอร์โป่งรู้สึก สนุก ประทับใจ และได้ความรู้หลายอย่าง
เพราะในการท่องเที่ยวแต่ละครั้ง นอกจากเราจะได้ความสนุก พักผ่อน และรู้สึกผ่อนคลายแล้ว
เราจะยังได้เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น ชีวิตความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่น
ซึ่งแต่ละแห่ง แต่ละภูมิภาค ต่างก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีเสน่ห์ด้วยกันทั้งสิ้น

ยิ่งการเดินทางครั้งนี้ ติวเตอร์โป่งได้เข้าเยี่ยมชมการทำการเกษตรของชาว วังน้ำเขียว
เห็นชัดเลยว่า ชาว อ.วังน้ำเขียว ได้นำจุดเด่น จุดแข็งของตนเอง  นั่นคือ การทำการเกษตร
นำมาชูเป็นจุดขาย กลายเป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งเลย

ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงเกษตรนั้น ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทั้งนักท่องเที่ยวที่สามารถเข้าชมแปลงสาธิต
และได้เรียนรู้วิธีการปลูก การดูแลให้พืชพันธุ์เจริญงอกงาม

สำหรับคนในพื้นที่ หรือตัวเกษตรกรเอง ก็ได้ถ่ายทอดความรู้ที่มี แก่นักท่องเที่ยว ถือว่าเป็นวิทยาทาน ที่เยี่ยมมากเลยค่ะ
แถมยังมีรายได้จากการที่นักท่องเที่ยวซื้อพืชพันธุ์ ติดไม้ติดมือกลับบ้าน
และที่สำคัญ นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยว จะนำความประทับใจไปเล่า ปากต่อปาก
ทำให้ อ.วังน้ำเขียว เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย จนมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งเม็ดเงินที่นักท่องเที่ยวนำมาจับจ่ายใช้สอย ก็เป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นได้เป็นอย่างดีค่ะ ^^

 แผนการท่องเที่ยวครั้งนี้ เหมาะที่จะเป็นสถานที่สำหรับ 
"การเรียนรู้นอกห้องเรียน" 
ได้เป็นอย่างดีทีเดียวค่ะ

 ขอขอบคุณภาพประกอบจาก: http://www.wangnamkeowdd.com/map.php

ติวเตอร์โป่ง