About me

รูปภาพของฉัน
การเป็นอาจารย์ ครู หรือติวเตอร์ อาจจะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่วัตถุประสงค์หลักไม่ต่างกัน คือ เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ โดยการสอน เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่นักเรียนของตน ให้สามารถนำความรู้นั้นไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างสมดุลย์ ดังนั้น be Able by ครูโป่ง จึงได้สร้าง blog นี้ขึ้นมา เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ให้แก่ผู้ที่สนใจในอีกช่องทางหนึ่ง โดยจะมีติวเตอร์ของเรานำประสบการณ์ที่ได้พบเจอมาถ่ายทอด เล่าสู่กันฟังค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ธงชาติไทย ไกวกวัด สะบัดพริ้ว... กวีนิพนธ์เพื่อคนไทยทุกคน

เมื่อสมัยติวเตอร์โป่งเรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา
ทุกวันก่อนร้องเพลงชาติในเวลา 8 โมงเช้า
นักเรียนที่กำลังตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบอยู่ในสนามหญ้าหน้าเสาธง
จะพร้อมกันกล่าวบทกวีนิพนธ์บทหนึ่ง


เป็นกวีนิพนธ์ที่...นักเรียนทุกคนในโรงเรียน ยังคงจำได้จนถึงทุกวันนี้
เป็นกวีนิพนธ์ที่...รู้จักคนไทยเป็นอย่างดี
เป็นกวีนิพนธ์ที่...ทำให้รู้สึกตื้นตัน
เป็นกวีนิพนธ์ที่...ทำให้หึกเหิม
เป็นกวีนิพนธ์ที่...สอนให้รู้จัก รัก และ สามัคคี
เป็นกวีนิพนธ์ที่...ทำให้ "รักชาติไทย รักคนไทย รักประเทศไทย"
บทกวีนิพนธ์บทนี้คือ...

กวีนิพนธ์ "เพลงชาติ"

ธงชาติไทย ไกวกวัด สะบัดพริ้ว
แลริ้วริ้ว สลับงาม เป็นสามสี
ผ้าผืนน้อย บางเบา เพียงเท่านี้
แต่เป็นที่ รวมชีวิต และจิตใจ

ชนรุ่นเยาว์ ยืนเรียบ ระเบียบแถว
ดวงตาแน่ว นิ่งตรง ธงไสว
"ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย"
ฟังคราใด เลือดซ่าน พล่านทั้งทรวง

ผืนแผ่นดิน ถิ่นนี้ ที่พำนัก
เราแสนรัก และแสน จะแหนหวง
แผ่นดินไทย ไทยต้อง ครองทั้งปวง
ชีพไม่ล่วง ใครอย่าล้ำ มาย่ำยี

เธอร้องเพลง ชาติไทย มั่นใจเหลือ
พลีชีพเพื่อ ชาติที่รัก เป็นศักดิ์ศรี
เพลงกระหึ่ม ก้องฟ้า ก้องธาตรี
แม้ไพรี ได้ฟัง ยังถอนใจ

แต่สิ่งหนึ่ง ที่ไทย ร้าวใจเหลือ
คือเลือดเนื้อ เป็นหนอน คอยบ่อนไส้
บ้างหากิน บนน้ำตา ประชาไทย
บ้างฝักใฝ่ ลัทธิชั่ว น่ากลัวเกรง

ทุกวันนี้ ศึกไกล ยังไม่ห่วง
แต่หวั่นทรวง ศึกใกล้ ไล่ข่มเหง
ถ้าคนไทย หันมาฆ่า กันเอง
จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง

ผู้ประพันธ์: นภาลัย (ฤกษ์ชนะ) สุวรรณธาดา, ๒๕๑๐


ที่มาภาพประกอบจาก http://www.polyboon.com/stories/story000082.html

ติวเตอร์โป่ง

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การปรับลดจำนวนครั้งการสอบ GAT / PAT เหลือปีละ 2 ครั้ง

สำหรับคนที่ติดตามข่าวสารทางด้านการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น
นักเรียนชั้นม.ปลาย และ ผู้ปกครองนักเรียน
ตอนนี้ ทาง สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
ได้ปรับลดการจัดการทดสอบ  GAT / PAT ลง
จากเดิมที่มีการจัดสอบ  3  ครั้งต่อปี เหลือ 2 ครั้งต่อปี คือ
เดือนมีนาคม และเดือนตุลาคม โดยเริ่มปรับในปี 2554 นี้
โดยมีรายละเอียดดังนี้ค่ะ




" ตามที่ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ในการดำเนินการจัดการทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (PAT) เพื่อนำคะแนนไปเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาด้วยระบบกลาง โดยได้กำหนดจัดการทดสอบจำนวน ๓ ครั้งต่อปี คือ เดือนมีนาคม เดือนกรกฎาคม และเดือนตุลาคม นั้น

จากการประชุมสามัญที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์..๒๕๕๔ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้มีมติเห็นชอบให้ปรับลดจำนวนครั้งการสอบ GAT/PAT จากที่เคยจัดสอบ ๓ ครั้งต่อปี ให้เหลือเพียงปีการศึกษาละ ๒ ครั้ง โดยตัดการสอบในเดือนกรกฎาคมออกไป (รายละเอียดตามหนังสือที่ ทปอ. ๕๔/๑๔๖ ลงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔)





ดังนั้น ตามมติการประชุมดังกล่าว ในปีการศึกษา ๒๕๕๕ สทศ. จะไม่มีจัดการทดสอบGAT/PAT ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๔ โดยจะเหลือการสอบเพียงเดือนตุลาคม ๒๕๕๔ (เป็นการทดสอบครั้งที่ ๑ ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๕) และเดือนมีนาคม ๒๕๕๕ (เป็นการทดสอบครั้งที่ ๒ ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๕) เท่านั้น สำหรับคุณสมบัติของนักเรียนที่จะสอบ GAT/PAT จะต้องเป็นผู้ที่กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ หรือสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า โดย สทศ. จะประกาศกำหนดการรับสมัครสอบ และวันสอบให้ทราบต่อไป "
ที่มา http://www.niets.or.th/


เมื่อทราบดังนี้แล้ว น้องๆ ม.ปลาย ก็ต้องปรับการเตรียมตัว
เตรียมความพร้อมในการสอบกันใหม่
เพราะโอกาสในการสอบลดลงไป 1 ครั้ง - -"
วางแผนการอ่านดีๆ ใจเย็นๆ ไม่ยากเกินความสามารถหรอกค่ะ
Fighto Fighto!!!


ติวเตอร์โป่ง

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ โดยให้โรงเรียนต้นแบบการใช้หลักสูตรและโรงเรียนที่มีความพร้อมใช้หลักสูตรปีการศึกษา ๒๕๕๒และโรงเรียนทั่วไปใช้หลักสูตรปีการศึกษา ๒๕๕๓ รายละเอียดตามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สพฐ ๒๙๓/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๑๑ กรกฏาคม ๒๕๕๑ 

ซึ่งมีใจความสำคัญระบุว่าเพื่อให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาการ เป็นการสร้างกลยุทธ์ใหม่ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้สามารถตอบสนองความต้องการของบุคคล สังคมไทย ผู้เรียนมีศักยภาพในการแข่งขันและร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ในสังคมโลก ปลูกฝังให้ผู้เรียนมีจิตสำนึกในความเป็นไทย มีระเบียบวินัย คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมและยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ทั้งนี้ระยะเวลาการใช้หลักสูตรแกนกลางฯให้เป็นไปดังนี้

1.โรงเรียนต้นแบบการใช้หลักสูตรและโรงเรียนที่มีความพร้อมตามรายชื่อที่ ศธ.ประกาศ ในปีการศึกษา 2552 ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางฯ ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 ปีการศึกษา 2553 ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางฯในชั้น ป.1-6 และชั้น ม.1, 2 และชั้น ม.4, 5 และตั้งแต่ปีการศึกษา 2554 เป็นต้นไปให้ใช้หลักสูตรแกนกลางฯทุกชั้นเรียน
รายงานข่าวระบุด้วยว่า

2.โรงเรียนทั่วไป ในปีการศึกษา 2553 ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางฯในชั้น ป.1-6 และ ม.1, 4 ส่วนปีการศึกษา 2554 ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางฯในชั้น ป.1-6 และชั้น ม.1, 2 และชั้น ม.4, 5 และตั้งแต่ปีการศึกษา 2555 เป็นต้นไปให้ใช้หลักสูตรแกนกลางฯทุกชั้นเรียน 

ซึ่งหลักสูตรแกนกลางดังกล่าวนี้โรงเรียนในสังกัดอื่นๆ ก็ต้องใช้ด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ในส่วนของ สพฐ.จะต้องทำหนังสือแจ้งให้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ให้ทราบด้วยเพื่อให้ทราบว่าจะมีโรงเรียนใดใช้หลักสูตรนี้บ้างเพื่อทำการประเมินโรงเรียนเหล่านี้ให้สอดคล้องกับหลักสูตรดังกล่าว รวมทั้งจะต้องแจ้งให้สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติให้ทราบเช่นกัน นอกจากนี้จะต้องเสนอเรื่องหลักสูตรแกนกลางฯเข้าที่ประชุมคณบดีคณะศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทยเพื่อให้ทุกมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนด้านคุรุศาสตร์พิจารณาปรับการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยให้สอดคล้องด้วยเพราะอย่างน้อยที่สุดนักศึกษาที่จบออกมาเป็นข้าราชการครูรุ่นต่อๆ ไปจะต้องเข้าใจในการเรียนการสอนที่สอดรับกับหลักสูตรแกนกลางนี้
สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดของ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑  สามารถคลิ๊กได้ที่นี่ค่ะ
http://www.curriculum51.net/upload/cur-51.pdf



ติวเตอร์โป่ง


วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เทคนิคการสอนแบบติวเตอร์#4

จากเทคนิคการสอนแบบติวเตอร์#3 ได้กล่าวถึงความหมายของ การสอนแบบเดี่ยว และการสอนแบบกลุ่ม
ครั้งนี้ติวเตอร์โป่งจะกล่าวถึงเทคนิคการสอนของทั้งสองแบบนะคะ


การสอนแบบเดี่ยว หรือ การสอนแบบตัวต่อตัว : เป็นการสอนตามความต้องการของผู้เรียนเป็นหลัก และผู้เรียนมุ่งหวังผลการเรียนที่มีประสิทธิภาพสูง


ดังนั้น การเตรียมตัวของติวเตอร์ในการสอนแบบตัวต่อตัว คือ การพูดคุยกับผู้เรียนให้ชัดเจน ในหัวข้อต่อไปนี้


1. วัตถุประสงค์ในการเรียน เช่น ต้องการเรียนเพื่อเพิ่มเกรด ต้องการสอบเข้า เป็นต้น
2. เนื้อหาที่ต้องการเรียน รวมทั้งเอกสารการเรียนต่างๆ เช่น เรียนตามหนังสือเรียนที่ผู้เรียนใช้ ใช้หนังสือนอกบทเรียน เป็นต้น
3. ต้องการให้เน้นจุดใดพิเศษหรือไม่ เช่น ผู้เรียนบางคนต้องการฝึกทำแบบฝึกหัด ฝึกตีโจทย์คณิตศาสตร์ เป็นต้น
4. ระยะเวลาทั้งหมดในการเรียน เพื่อที่ติวเตอร์จะสามารถวางแผนการสอนได้ลงตัว


การสอนแบบตัวต่อตัว ผู้เรียนสามารถสอบถามสิ่งที่ไม่เข้าใจได้ตลอดเวลา แต่ก็มีหลายครั้งที่ผู้เรียนไม่เข้าใจแต่ไม่ถามออกมา ดังนั้นติวตอร์หรือครูสอนพิเศษเอง ก็ต้องสังเกตุพฤติกรรมของผู้เรียนด้วย ว่าเข้าใจบทเรียนที่กำลังเรียนอยู่หรือไม่ ตามทันหรือไม่ และคอยกระตุ้นอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อให้ผู้เรียนติดตามเนื้อหาได้ทันไปพร้อมๆกับติวเตอร์


บรรยากาศในการสอนก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากเป็นการสอนแบบตัวต่อตัว ติวเตอร์ต้องพยายามสร้างบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติของทั้งสองฝ่าย ซึ่งหมายถึง บรรยากาศที่เป็นปกติและลงตัวกับคนทั้งสอง ซึ่งเป็นไปได้ทั้ง แบบจริงจัง แบบสนุกสนาน แบบผู้ใหญ่กับเด็ก แบบเรื่อยๆ แบบชิวๆ ฯลฯ แล้วแต่สไตล์ของติวเตอร์และผู้เรียนแต่ละคู่ที่แตกต่างกันไป


ดังนั้น สิ่งที่ติวเตอร์ควรเตรียมตัวในประเด็นนี้ คือ การใช้เวลาในครั้งแรกที่ได้พบผู้เรียน เพื่อทำความรู้จักตัวตนซึ่งกันและกัน 


สำหรับการสอนแบบกลุ่มย่อย ก็จะคล้ายๆกับการเรียนแบบเดี่ยว จะต่างกันตรงจำนวนผู้เรียนที่มีมากกว่า 1 คน ทำให้ติวเตอร์หรือครูสอนพิเศษจะต้องกระจายความสนใจผู้เรียนให้ทั่วถึงทุกคนในกลุ่ม การสอนที่มีเนื้อหาความยากง่ายเหมาะสมกับกลุ่มที่สุด โดยติวเตอร์อาจจะต้องใช้เวลาทำความรู้จักผู้เรียนในกลุ่มมากกว่าการสอนแบบตัวต่อตัว พยายามสังเกตุสไตล์และระดับความสามารถของผู้เรียนแต่ละคนในกลุ่ม เพื่อประเมินความสามารถเฉลี่ยของกลุ่มและวางแผนการสอนได้เหมาะสม และควรจะสังเกตุให้ได้ว่าผู้เรียนแต่ละคนควรต้องสอนเน้นในจุดใด


ในมุมมองของติวเตอร์โป่ง การสอนแบบกลุ่มย่อย มีเสน่ห์ตรงที่ การเรียนการสอนเกิดขึ้นในกลุ่มคนไม่กี่คน จึงง่ายแก่การเกิดบรรยากาศของการปรึกษาหารือ ถกประเด็นต่างๆ สอบถามและแก้ข้อสงสัยโดยมีการแสดงความคิดเห็นจากคนหลายคน แลกเปลี่ยนความรู้ แชร์ประสบการณ์ ซึ่งเป็นบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่ดีเลยทีเดียวค่ะ


"การเป็นติวเตอร์นั้นไม่ยาก อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาความรู้ของตนเองและผู้เรียนไปพร้อมๆกัน"




ติวเตอร์โป่ง


วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554

website ที่ให้บริการ e-book ทางด้านการศึกษา

e-book ย่อมาจากคำว่า electronic book หรือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ความหมายที่กระทรวงศึกษาธิการให้ไว้ หมายถึง

"หนังสือหรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาอื่นๆได้ สำหรับหนังสือ หรือ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ นี้ จะมีความหมายรวมถึงเนื้อหาที่ถูกดัดแปลง อยู่ในรูปแบบที่สามารถแสดงผลออกมาได้ โดยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์แต่ก็ให้มีลักษณะการนำเสนอที่สอดคล้องและคล้าย คลึงกับการอ่านหนังสือ ทั่วๆไปในชีวิตประจำวัน แต่จะมีลักษณะพิเศษ คือ สะดวกและรวดเร็ว ในการค้นหา และผู้อ่านสามารถอ่าน พร้อมๆ กันได้โดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายส่งคืนห้องสมุด เช่นเดียวกับหนังสือในห้องสมุดทั่วๆ ไป

e-book เริ่มเข้ามามีบทบาทกับคนไทยในยุคปัจจุบันมากขึ้นเริ่อยๆ สำหรับนักเรียน นักศึกษา นั้น การเข้ามาของ e-book เป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งข้อมูล เป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กว้าง เพราะสามารถเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุดต่างๆทั่วโลกได้อย่างเสรี 

แต่มีสิ่งหนึ่งที่นักเรียนนักศึกษาจะต้องพึงระวังในการเข้าถึงหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ในโลกอินเตอร์เน็ต นั่นคือ ความถูกต้องและความเชื่อถือได้ของข้อมูล ดังนั้นเมื่อรับข้อมูลมาแล้ว ควรทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลทุกครั้งนะคะ ^^

วันนี้ติวเตอร์โป่งได้รวบรวม website ทั้งของรัฐและเอกชนที่ให้บริการ e-book (ฟรี) เพื่อเป็นประโยชน์แก่น้องๆและผู้ที่สนใจค่ะ


website ของส่วนราชการ และสถานศึกษา

กระทรวงศึกษาธิการ
http://210.246.188.51/index.jsp

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
http://ebook.nfe.go.th/nfe_ebook/frontend/theme_1/index.php

มหาวิทยาลัยรามคำแหง
http://e-book.ram.edu/e-book/indexstart.htm    (หนังสือเรียนของมหาวิทยาลัยรามคำแหง)

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
http://www.ejournal.academic.chula.ac.th/ebooks/    (เอกสารวิชาการ)

TK park
http://elibrary.tkpark.or.th/

กงศุลไทย
http://www.thaiconsulatechicago.org/ebook/index.html     (กฏหมาย)

กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
http://www.dopabook.com/   (คู่มือประชาชน)

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
http://www.nectec.or.th/pub/review-software/plakate/plakate-book.html

โรงเรียนพิมายวิทยา
http://www.pm.ac.th/ebook/index.html  (มัธยม)

วิทยาลัยเซนต์หลุยส์
http://lib.slc.ac.th/news/news.asp?N=000371  (หนังสือทั่วไป)

ห้องสมุดงานวิจัย (วช.)
http://www.riclib.nrct.go.th/ebook/ebook.html  (งานวิจัย และ ระเบียบวิจัย)

ฟิสิกส์ราชมงคล
http://www.neutron.rmutphysics.com/  (ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์)

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ทางด้านการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
http://ag-ebook.lib.ku.ac.th/

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
http://www.ipst.ac.th/smath/index.asp  (หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยม)

วิทยาลัยการอาชีพตระการพืชผล
http://www.tkc.ac.th/E-Book/index.html  (หนังสือด้านคอมพิวเตอร์)

website ของเอกชนและองค์กรอิสระ

http://www.ilovelibrary.com/home_th.php
http://www.thaiebook.org/index.php?pgid=index
http://www.2ebook.com/mainpage.php
http://www.dhammajak.net/download/index.php   (หนังสือธรรมะ)
http://thaiebookclub.blogspot.com/
http://www.horhook.com/content/   (หนังสือเด็ก)
http://math.kanuay.com/index.php  (สรุป คณิตศาสตร์ ม.ปลาย)
http://www.iqraforum.com/forum/index.php?topic=3290.0
http://nfe-learning.blogspot.com/2009/12/ebook.html  (เอกสารแนวข้อสอบ ระดับมัธยม)



ติวเตอร์โป่ง

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เทคนิคการสอนแบบติวเตอร์ #3

มาถึงตอนที่ 3 แล้วนะคะ
สำหรับ เทคนิคการสอนแบบติวเตอร์

คร้ังนี้ติวเตอร์โป่งจะเล่าถึงความแตกต่างของการสอนเดี่ยว และ การสอนกลุ่ม
ซึ่งติวเตอร์จะต้องเตรียมตัว เตรียมการสอนแตกต่างกันค่ะ

การสอนเดี่ยว ในที่นี้หมายถึง ติวเตอร์ 1 คน ต่อ นักเรียน 1 คน
หรือ สอนแบบตัวต่อตัว หรือ สอนแบบ 1 ต่อ 1
ตามแต่จะเรียกกัน

การสอนกลุ่ม ในที่นี้หมายถึง ติวเตอร์ 1 คน หรือ มากกว่า ต่อ นักเรียน 2 คนขึ้นไป
การสอนกลุ่มยังแบ่งออกได้เป็น การสอนกลุ่มเล็ก (นักเรียน 2-5 คน) 
และ การสอนกลุ่มใหญ่ (นักเรียนมากกว่า 5 คนขึ้นไป)

โดยส่วนใหญ่ การสอนกลุ่มเล็ก มักเป็นการสอนที่เกิดจากการตกลงกันของนักเรียนและติวเตอร์
ตามความสะดวกทั้งเรื่อง บทเรียน เวลา และ สถานที่เรียน

สำหรับ การสอนกลุ่มใหญ่ มักเป็นการสอนโดยสถาบันติว หรือ สถาบันสอนพิเศษ
มักมีการเรียนการสอนที่ทางติวเตอร์ หรือ สถาบันติวกำหนดไว้
เพื่อให้นักเรียนที่สนใจเข้ามาลงทะเบียนเรียน

--ซึ่งการแบ่งข้างต้น ติวเตอร์โป่งกำหนดเอง
ตามประสบการณ์การสอนที่เคยพบมานะคะ--

เมื่อทราบความหมายของการติวแบบเดี่ยวและแบบกลุ่มแล้ว
ครั้งต่อไป
ติวเตอร์โป่ง
จะมาแนะนำเทคนิคและการเตรียมตัวสอนสำหรับการสอนเดี่ยว และ การสอนกลุ่มนะคะ

^^ อย่าลืมเข้ามาติดตามกันนะคะ ^^

ที่มาของภาพประกอบ http://www.planforkids.com/homepage.php?maincat=parentall&id=44
ติวเตอร์โป่ง

สมอง การหายใจ สมาธิ เพื่อประสิทธิภาพการเรียน

ติวเตอร์โป่งเคยได้ยินมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก
ครูมักจะบอกว่า

"ถ้าหนูอยากเรียนหนังสือเก่งๆ
หนูลองฝึกทำสมาธิ วันละ 10-30 นาที ในตอนเช้าก่อนมาโรงเรียนทุกวันนะ"

ในตอนนั้นติวเตอร์โป่งยังไม่เข้าใจว่า
การทำสมาธิ จะช่วยให้เราเรียนหนังสือเก่งได้อย่างไร
แต่ก็ลองทำตามที่ครูแนะนำ
(แต่ทำได้ไม่กี่วันก็เลิกซะแล้ว เพราะมัวแต่ห่วงเล่น - -")

จนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
ติวเตอร์โป่งได้อ่านบทความทางการแพทย์ฉบับหนึ่ง
ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ของสมอง การหายใจ และสมาธิ
ว่ามีความเกี่ยวเนื่องกันตามหลักวิทยาศาสตร์

ในแต่ละวัน เราต้องใช้ความคิด ในเรื่องราวที่เจอในแต่ละวัน
คนในวัยทำงานก็จะคิดเรื่องงาน เรื่องครอบครัว เรื่องอนาคต เป็นส่วนใหญ่
คนในวัยเรียน ก็จะคิดเรื่องเรียน เรื่องอนาคต เป็นส่วนใหญ่ 
บางครั้ง คิดมาก จนปวดศรีษะ
และบางครั้งก็คิดเยอะเกินความจำเป็น

ประเด็นที่ติวเตอร์โป่งสนใจมากๆและนำมาคิดเพื่อที่จะศึกษาต่อๆไป ก็คือ

"มีการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ พบว่า
วัฏจักรการหายใจกับจังหวะการทำงานของซีกสมองมีความสัมพันธ์กัน
วัฏจักรการหายใจสามารถช่วยให้คนเราหาวิธีในการเปลี่ยนการทำงานของซีกสมอง
โดยใช้สมาธิทำความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆ แทนที่การต้องใช้ความคิดอย่างหนัก"

เมื่ออ่านบทความจบแล้ว ทำให้ติวเตอร์โป่งนึกถึง ไตรสิกขา ของศาสนาพุทธ
นั่นคือ

"ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
เป็นกระบวนการปฏิบัติ หรือ กระบวนการพัฒนา ๓ ด้าน คือ
ศีล เป็นหลักการพัฒนาระดับความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคม
สมาธิ เป็นหลักการพัฒนาจิตใจให้มีสมรรถภาพและประสิทธิภาพ
ในการคิดพิจารณาตัดสินใจกระทำหรือไม่กระทำการใด ๆ
ปัญญา เป็นหลักการพัฒนาความรู้ความเข้าใจ รู้จักสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็น
และสามารถแยกแยะวิเคราะห์สืบหาสาเหตุของสิ่งทั้งหลายได้ชัดแจ้ง
ไตรสิกขาจึงเป็นกระบวนการพัฒนาแบบบูรณาการ"
(ที่มา http://www.oknation.net/blog/preeeecha/2010/02/17/entry-12 )

หากเราสามารถ
"ใช้สมองให้เกิดสมาธิทำความเข้าใจเรื่องราว แทนที่การใช้ความคิด"

จะทำให้เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของสมอง
และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการเรียนได้มากขึ้น



ติวเตอร์โป่ง